‘ขอบคุณที่โลกนี้มีอินเทอร์เน็ต’ พลังของโลกออนไลน์ ผู้ทำหน้าที่โอบกอดนักกิจกรรมทางการเมืองไม่ให้ถูกคุกคามโดยรัฐ

ปัง ปัง ปัง! 

เสียงเคาะประตูดังระรัว ปลุกให้ บี๋-นิราภร อ่อนขาว หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมตกใจตื่น แม้ยังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอเลือกที่จะเดินไปเปิดประตูเผชิญหน้ากับ ‘บางสิ่ง’ ที่รออยู่หลังบานประตู

นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตนิราภรก็ว่าได้ เธอรู้ดีว่าตำรวจเกือบ 20 นายยืนรอกันอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ แต่สิ่งที่นิราภรไม่รู้คือ เธอกำลังจะมีคดีความติดตัว ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) หลังจากถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และได้โพสต์ข้อความจำนวน 1 โพสต์บนโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564

นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พบเห็นได้ทั่วไป ยังมีสิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจไม่แพ้กัน นิราภรเห็นตำรวจไซเบอร์ปะปนอยู่ในการมาเยือนครั้งนี้ด้วย ใช่ว่าเธอจะยืนอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้ตำรวจไซเบอร์เข้ามาค้นห้องได้ตามใจชอบ เธอต่อรองกับเจ้าหน้าที่ พร้อมกับบอกให้รอทนายความของเธออีกหน่อย ถึงจะรู้และเข้าใจว่าหมายศาลที่ตำรวจแสดงให้เห็น คือสิ่งที่ไม่อาจขัดขืนได้ก็ตาม แต่นิราภรขอเลือกใช้สิทธิในฐานะประชาชนคนหนึ่งให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่ทำได้

ท่ามกลางความสับสน เพื่อนคนหนึ่งของนิราภรยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไลฟ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก จากตัวคนเดียว เธอเริ่มมีคนมาคอยสังเกตการณ์ร่วมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนตามมาจากไลฟ์ คอยพูดให้กำลังใจเธอ พร้อมกับจับตาดูทุกการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด 

ภาพตำรวจและเด็กสาวนักกิจกรรม ปลิวว่อนไปทั่วโลกออนไลน์ เป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีช่วยให้เธอไม่โดดเดี่ยว และปกป้องไม่ให้เธอถูกละเมิดสิทธิ เพราะมีผู้ช่วยคนสำคัญคนนี้เข้ามาดูแล

ก่อนทุกอย่างจะพลิกผัน

ช่วยด้วย! ตำรวจบุกบ้านนักศึกษา 

ชื่อไลฟ์ปรากฎผ่านทางเฟซบุ๊ก จากคนดูหลักสิบทะลุหลักหมื่นภายในเวลาไม่กี่นาที ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับหยุดชะงัก เพราะรู้ดีว่าโทรศัพท์ที่กำลังยกขึ้นมาถ่ายทอดสดอยู่นั้น สร้างความยุ่งยากในการปฏิบัติงานอยู่ไม่น้อย 

“ตอนแรกเราเจรจาว่าขอมีทนายความก่อนได้ไหม แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม จะเข้าไปยึดของในห้องเลย แต่พอเราเอาไลฟ์ขึ้นมา เขาก็ยอมเจรจากับเรามากขึ้น”

“เขาถามว่า ‘นิราภร’ อยู่บ้านหลังนี้หรือเปล่า เขาขออนุญาตแสดงหมายจับ เราก็ช็อก! เพราะไม่คิดว่าจะเป็นเรา พร้อมกับถามว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ไหน แล้วรีบให้คนไปค้นห้องหนู รื้อทุกซอกทุกมุม จากนั้นก็จับตัวเราไปขึ้นรถ”

หากถามว่าการเปิดไลฟ์ในครั้งนี้ช่วยนิราภรไว้อย่างไร เธอตอบโดยไม่ลังเลว่า เหมือนไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว มีคนดูการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นร้อยเป็นพันคน และคนเหล่านี้คือคนที่อยู่เคียงข้างเธอ คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้ตลอดเวลา

นิราภรถูกจับกุมขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคดีความติดตัวเพียงเพราะเลือกทำตามอุดมการณ์และความเชื่อของตน หลังจากมองเห็นความผิดปกติบางอย่างในสังคมไทย

“ก่อนจะมาทำตรงนี้เราเป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่จันทบุรี บ้านเราค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่เขามักจะสอนให้เราตั้งคำถามตลอดเวลา ว่าทำไมเป็นแบบนั้น ทำไมเป็นแบบนี้ เลยสะสมมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากการเล่นอินเทอร์เน็ต จนทำให้รู้ว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด”

และนั่นทำให้นิราภรถูกจับตามองโดยรัฐบาลไทย โดยใช้สปายแวร์อย่างเพกาซัส จากบริษัทสัญชาติอิสราเอล NSO Group เจาะโทรศัพท์เข้ามาสอดส่องความเคลื่อนไหวของเธอ ก่อนการจัดชุมนุมเพื่อรำลึกวันอภิวัฒน์สยามเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 อยู่ไม่ต่ำกว่า 14 ครั้ง นับเป็นการจู่โจมที่มากที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

เพกาซัส : อาวุธที่ทำลายชีวิต ?

“การโดนสปายแวร์จู่โจม มันกระทบทุกด้าน โดยเฉพาะสุขภาพจิตของเรา ช่วงนั้นเราหวาดระแวงไปหมด บางทีหยิบมือถือขึ้นมาแล้วพูดว่า ‘รู้นะว่าฟังอยู่’ เหมือนพูดคนเดียว เหมือนเป็นบ้า”

นิราภร ระบายความในใจว่า การโดนสปายแวร์ชื่อเพกาซัสจู่โจม ทำให้เธอรู้สึก กลัว และกังวลตลอดว่า เขาจะได้รูปอะไรของเราไป เขาจะรู้ข้อมูลเราแค่ไหน ครอบครัวเราจะปลอดภัยหรือไม่ แม้แต่เพื่อนของเราจะปลอดภัยไหม ที่คิดซ้ำๆ และกลัวมากที่สุดเธอบอกว่า “ชีวิตเราล่ะ เพราะว่ามันสามารถวิเคราะห์ได้หมดเลยว่าเรากังวลอะไรอยู่ กลัวอะไร เขาจะใช้สิ่งนี้มาทำร้ายเราได้ยังไงบ้าง เราไม่รู้เลย”

“ในฐานะนักกิจกรรมที่เป็นผู้หญิง รู้สึกว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือรูปภาพ บางทีมันก็เป็นปกติของผู้หญิงที่เราอยากจะถ่ายรูป แต่เราไม่ได้โพสต์ เพราะอยากเก็บไว้ดูเอง แต่กลายเป็นว่า สิ่งนี้มันจะถูกเอาไปเผยแพร่ กลายเป็นว่านักกิจกรรมหญิงจะโดนโจมตีด้วยเรื่องเพศซะส่วนใหญ่ แล้วสิ่งนี้มันก็เป็นเครื่องมือชั้นดีในการที่จะใช้มันโจมตีเรา”

หลังจากรู้ตัวว่าเธอกำลังถูกรัฐบาลเพ่งเล็งอยู่ไม่ห่าง สิ่งที่นิราภรเลือกทำคือการถอยออกมาจากแนวหน้า และหันมาทำงานเบื้องหลังแทน นี่เป็นข้อตกลงที่เธอทำร่วมกับครอบครัว เพราะรู้ดีว่าหากให้ทิ้งอุดมการณ์นี้ไป เธอคงปวดใจไม่น้อย

ความจริงที่นิราภรแสดงความคิดเห็น เธอบอกว่า จริง ๆ แล้วในประเทศไทยเรื่องแบบนี้มันอาจเป็นเรื่องที่เราจะไม่พูดกัน โดยเปรียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ โวลเดอมอร์ (Voldemort) ในหนังแฮรี่ พอร์ตเตอร์ ที่จะเห็นว่าคนที่อยู่ในโลกเวทมนต์จะรู้หรือไม่ว่าปัญหาคืออะไร แน่นอน เขารู้ เขาก็เห็นด้วย เขาก็ออกมา จนกลายเป็นม็อบใหญ่มาก ๆ ตอนนั้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วการเคลื่อนไหวก็ถูกหยุดลงด้วยการใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากๆ

“หนูก็เลยนิยามประเทศไทยว่า เหมือนจะดีแต่ก็ไม่”

เพราะ…สำหรับชาวต่างชาติแล้ว เขาคงจะรู้สึกว่าประเทศไทยให้สิทธิแก่ประชาชนในหลายๆ ด้าน อย่างเช่น LGBTI เขาอาจจะรู้สึกว่ามันดูเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศเขาสามารถมีสิทธิ มีเสียง สามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย

“หรืออย่างเรื่องประชาธิปไตย เราก็พูดเองว่าเราปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยนะ มันก็ดูดีนี่ แต่ถ้าคุณลองมาอาศัยอยู่ในมุมประชาชนคนหนึ่ง จะพบว่าจริง ๆ แล้ว เขาให้สิทธิเราพูด แต่ว่ามันถูกจำกัดมาก”

เสียงแห่งความหลากหลายที่ดังก้องไปทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงปี 2563 นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย หลังจากเหล่าหนุ่มสาว เยาวชน นักศึกษา ร่วมกันส่งเสียง เรียกร้องประชาธิปไตยและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระทำที่ไม่ต่างจากคลื่นลูกใหญ่สาดกระแทกเข้ามา เพื่อหวังจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากบรรดาเยาวชนที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองแล้ว กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเอง ก็มีมิติการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้จะทำให้พวกเขาและเธอ ได้แสดงอัตลักษณ์บางอย่างออกสู่สายตาชาวโลก และนั่นจะทำให้เสียงของทุกคนดังก้องไปอีกนานแสนนาน

“หนูรู้สึกว่าผู้หญิงและ LGBTI เป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะเข้าใจเรื่องการกดขี่ได้ดีมาก ๆ ผู้หญิงในสังคมไทยค่อนข้างที่จะถูกกดขี่โดยระบบปิตาธิปไตยอยู่แล้ว เขาโดนมาทั้งชีวิต และเขาตั้งคำถามมาทั้งชีวิตว่า ทำไมมันไม่เท่าเทียมกันเลยระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย”

นิราภร ยกตัวอย่างเรื่อง LGBTI ขึ้นมาว่า ประเทศไทยดูเหมือนให้อิสระเต็มที่ แต่ถามว่ามีกฎหมายที่จะรองรับการที่คุณจะเป็น LGBTI ได้ดีเพียงพอหรือไม่ เช่น สมรสเท่าเทียม ตอนนี้จะเห็นว่ามันยังไม่ใช่สิทธิเต็มที่อยู่ดี

แม้ว่าในวันที่ 27 มีนาคม 2567 การผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ไทยกำลังจะเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย ถัดจากไต้หวันและเนปาล ที่บุคคลเพศเดียวกันสามารถแต่งงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาในวาระ 2-3 ต่อไป แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาและเธอจะได้รับสิทธิเสมอเหมือนประชาชนทั่วไปได้อย่างใจหวังหรือไม่ 

“สิ่งที่อยากเห็นจริง ๆ คือ แค่อยากรู้สึกว่าเสียงของเราได้สะท้อนออกไป เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต ได้ใช้ชีวิตอยู่ในรัฐบาลที่เขาฟังเสียงประชาชนจริง ๆ ประเทศที่เราสามารถพูด วิจารณ์ได้ พอวิจารณ์แล้วเสียงของเราก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีจริง ๆ”

“ประชาชนทุกคนที่มีสิทธิตัดสินอนาคตของประเทศไทย หันหน้าเข้ามาคุยกันดีกว่า เพื่อแก้ไขความขัดแย้ง”

อ่านข่าวฉบับเต็มและอ่านรายงาน:https://www.amnesty.or.th/latest/news/1260/

รับชมวิดิโอ ประเทศไทย: ความรุนแรงบนโลกออนไลน์ที่ผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ และสปายแวร์เพกาซัส”  https://youtu.be/EPhVd0qTcCk?

#makeitsafeonline#ทำโลกออนไลน์ให้ปลอดภัย#Amnesty#AmnestyThailand

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้