|
บริษัทธรรมเกษตรยังได้ฟ้องหมิ่นประมาททางแพ่งต่อ สุธารี วรรณศิริ โดยเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาท เนื่องจากทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของทางบริษัท
“งานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่อาญากรรม” เอมี สมิธ กล่าว “สุธารี วรรณศิริ และนาน วิน เป็นผู้เสียหายรายล่าสุดจากการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งแพร่ระบาดในประเทศไทย และพวกเขาจะไม่ใช่รายสุดท้ายหากทางการไทยไม่กระทำการใด ๆ อย่างเด็ดขาด”
องค์ร่วมลงนามมีดังนี้ ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ฟอรั่มเอเชีย (FORUM-ASIA) สมาคมผู้หญิง กฎหมาย และการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Forum on Women, Law and Development) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers Rights Network) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation) และอื่น ๆ
แถลงการณ์วันนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยทำให้ “การหมิ่นประมาทเป็นความผิดทางแพ่ง มิใช่ความผิดทางอาญา”
ตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ถือว่าโทษจำคุกสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ไม่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง และไม่อาจถือเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมได้เลย
องค์กรในแถลงการณ์นี้ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยบัญญัติกฎหมายให้มีการป้องกัน “การฟ้องคดีปิดปาก (Strategic Litigation Against Public Participation – SLAPP)”
“การดำเนินงานเพื่อยุติการฟ้องคดีปิดปาก สอดคล้องกับการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพสิทธิ” ดังที่ได้กล่าวในแถลงการณ์นั้น นับว่าการดำเนินการทางกฎหมายนั้นจะสอดรับกับความพยายามในขณะนี้ของรัฐบาลไทยในการพัฒนาแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน
|