20 ปีผ่านไป ไบเดนต้องสั่งปิดเรือนจำกวนตานาโมทันตลอดกาล

11 มกราคม 2565

Amnesty International 

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการสากล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

 

ในระหว่างการประท้วงที่ผ่านมาด้านนอกทำเนียบขาว เพื่อเรียกร้องให้ปิดเรือนจำทหารสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรืออ่าวกวนตานาโม วัยรุ่นคนหนึ่งได้เข้ามาถามผู้ประท้วงว่า ประท้วงเรื่องอะไรกัน เขาบอกเธอว่า เขาไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับสถานที่กักกันตัวแห่งนี้มาก่อนเลย 

เรือนจำกวนตานาโมเปิดใช้งานมาแล้ว 20 ปี ผ่านการบริหารงานของประธานาธิบดีสี่คน แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเกิดในช่วง 20 ปีมานี้ เรื่องราวที่น่าหวาดกลัวเกี่ยวกับเรือนจำแห่งนี้ จะฟังดูเหมือนภาพยนตร์สยองขวัญมากกว่า นับเป็นมรดกแห่งความอัปยศซึ่งเราจะต้องไม่ปล่อยให้ผ่านไปจนถึงคนรุ่นอนาคต 

เรือนจำกวนตานาโมเปิดใช้งานภายหลังเหตุการณ์โจมตี 11 กันยายน เป็นสถานที่ควบคุมตัวผู้ชายและเด็กผู้ชายชาวมุสลิมเกือบ 780 คน ก่อนจะถูกนำตัวเพื่อมากักตัวโดยไม่มีเวลากำหนดที่เรือนจำกวนตานาโม หลายคนถูกลักพาตัว ถูกบังคับให้สูญหาย และถูกทรมานอย่างโหดร้ายในเรือนจำลับภายใต้การดำเนินงานของสหรัฐฯ หรือของประเทศพันธมิตรใน “สงครามปราบปรามการก่อการร้าย” ระหว่างถูกควบคุมตัวที่กวนตานาโม พวกเขาถูกทรมาน บางคนถูกดำเนินคดีข้อหาอาญา และไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม มีการตั้งคณะกรรมาธิการทหารแบบเผด็จการเพื่อไต่สวนพวกเขา ซึ่งเป็นกระบวนการที่พิสูจน์แล้วว่าไร้ประสิทธิผลและไม่เป็นธรรม ทำให้จำเลยไม่ได้รับการตัดสินคดีอย่างไม่ลำเอียง และไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่สำคัญ และตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิด้านความยุติธรรม ในเวลาเดียวกัน ครอบครัวของเหยื่อในเหตุการณ์ 9/11 ต่างเฝ้ารอความยุติธรรมอย่างเปล่าประโยชน์

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและบุคคลอื่น ๆ มากมายทั่วโลก ได้รณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ปิดเรือนจำแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโอบามา ประธานาธิบดีไบเดน ให้คำสัญญาที่จะปิดเรือนจำแห่งนี้ แต่ยังคงไม่สามารถทำได้ตามนั้น รัฐบาลไบเดนได้ส่งตัวผู้ต้องกักคนหนึ่งออกจากเรือนจำแห่งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งสำนักงานการทูตพิเศษซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะทำหน้าที่เฉพาะการปิดเรือนจำแห่งนี้ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลประกาศแผนที่จะสร้างห้องพิจารณาใหม่ที่กวนตานาโม และจะยังคงทำงานผ่านคณะกรรมาธิการทหารต่อไป เป็นการกระทำที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับแผนที่จะปิดสถานที่แห่งนี้  

มันไม่ได้สำคัญแค่เรื่องการปิดเรือนจำกวนตานาโม เรายังต้องพูดถึงความรับผิดต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการกักตัวเช่นนี้ เมื่อปีที่แล้ว เราได้ทราบข้อมูลจากอดีตผู้ต้องกัก รวมทั้งมาจิด ข่าน, อาบู ซูเบดา และโมฮามีดู ซาลาฮี ซึ่งได้อธิบายถึงการปฏิบัติมิชอบต่อพวกเขาระหว่างถูกกักตัวที่ “เรือนจำลับ” ของสหรัฐฯ ในต่างแดน และที่เรือนจำกวนตานาโม การทรมานที่เกิดขึ้นกับซาลาฮี ซึ่งปัจจุบันเป็นนักเขียนหนังสือขายดีและเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สะท้อนให้เห็นจากหนังเรื่อง The Mauritanian ในขณะที่ข่านอธิบายว่าถูกบังคับให้ต้องอยู่ในท่วงท่าที่ปวดเมื่อย ถูกทุบตี ถูกบังคับให้กินอาหารผ่านทางท่อยาง รวมทั้งการกินซอสที่เผ็ดมาก และยังมีการเอาสายยางก๊อกน้ำเสียบในรูทวารของเขา 

ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้วินิจฉัยให้อิตาลี ลิทัวเนีย มาซิโดเนีย โปแลนด์ และโรมาเนีย ต้องรับผิดในคดีแพ่ง เนื่องจากมีส่วนร่วมในการทรมาน และการบังคับให้สูญหายในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งตัวผู้ต้องสงสัยข้ามประเทศ และกักตัวแบบลับ แต่ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกายังไม่ได้แสดงความรับผิดใด ๆ อย่างจริงจัง ตั้งแต่ผู้ที่ออกคำสั่งให้ทรมานในระดับสูงสุดของรัฐบาล ไปจนถึงผู้ที่ใช้ “เทคนิคการสอบสวนแบบเข้มข้น” ที่ผิดกฎหมาย ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดต้องเข้ามารับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ก่อขึ้นเลย ทั้งนี้ควรเริ่มจากการยกเลิกชั้นความลับของข้อมูล และให้เผยแพร่รายงานฉบับเต็มของการสอบสวนของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับการทรมานของซีไอเอ  

ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ต้องกักชาย 39 คนที่กวนตานาโม 13 คนอยู่ระหว่างการกักตัวโดยไม่มีเวลากำหนด แม้จะได้รับอนุมัติให้สามารถย้ายตัวไปที่อื่นได้แล้ว บางคนได้รับอนุมัติตั้งแต่ทศวรรษที่แล้ว 12 คนถูกดำเนินคดีจากการไต่สวนโดยคณะกรรมาธิการทหาร ส่วนอีก 14 คนอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง คือทั้งไม่ได้รับอนุมัติให้ส่งตัวไปที่อื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ถูกแจ้งข้อหาอาญาใด ๆ ชะตากรรมของพวกเขาเป็นผลพวงมาจากหลักการที่อยู่เบื้องหลังเรือนจำกวนตานาโมตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวคือหลักการของความโหดร้ายและการใช้อำนาจตามอำเภอใจ 

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสิ่งผิดพลาดเช่นนี้ แสดงพันธกิจที่จะหาทางออกให้กับผู้ต้องกักในแต่ละกรณี ให้มีการส่งตัวและปล่อยตัวพวกเขาโดยไม่ชักช้าต่อไปอีก และให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือในกรณีที่มีพยานหลักฐานที่รับฟังได้มากเพียงพอตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นเหตุให้สามารถฟ้องคดีต่อบุคคลตามความผิดอาญาในกฎหมายสากล ก็ต้องดำเนินการเช่นนั้นโดยผ่านการพิจารณาอย่างเป็นธรรม โดยให้เป็นการไต่สวนของศาลรัฐบาลกลางในระบบปกติ และไม่ให้มีการใช้โทษประหาร  

เรือนจำกวนตานาโมเป็นรอยมลทินที่ลบไม่ออกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่จะต้องถูกปิดลง และไม่ให้เกิดซ้ำอีก ประธานาธิบดีไบเดนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อเราทุกคน ทั้งคนที่เคยมีประสบการณ์ตรงหรือเคยเห็นสภาพของเรือนจำกวนตานาโมที่โหดร้ายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นอนาคตที่กำลังเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยจะต้องสั่งการให้ปิดเรือนจำแห่งนี้ไปตลอดกาล