10 ตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า “การเขียนมีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลง”

13 ธันวาคม 2561

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

เมื่อกล่าวถึงการเขียน โดยเฉพาะการเขียนจดหมาย เราอาจมองว่าเป็นสิ่งคร่ำครึไปแล้ว ย้อนไปถึงจดหมายฉบับแรกถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ยุคบาบิโลเนียนอันไกลโพ้น และถึงแม้จดหมายจะเคยถูกใช้เป็นสารสื่อความรัก แต่ในปัจจุบันจดหมายที่เราได้รับบ่อยที่สุดกลับเป็นอีเมลขยะและอีเมลโฆษณาต่างๆ นั่นทำให้คุณค่าของจดหมายดูจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และก็ดูเหมือนว่าจดหมาย “เคย” มีอดีตอันรุ่งโรจน์

 

ลงชื่อเลย

 

แต่คำว่า “เคย” นั้นใช้ไม่ได้กับแคมเปญสิทธิมนุษยชนระดับโลกอย่าง “Write for Rights” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นเแนล โดยในปี 2017 ได้รับจดหมายสนับสนุนกว่า 5.5 ล้านฉบับ ทั้งในรูปแบบของภาพวาด โปสการ์ด และจดหมายปกติธรรมดา ที่ส่งถึงผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั่วทุกมุมโลก

 

ทุกๆปีในวันที่ 10 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิทธิมนุษยชนของโลก (World Human Rights Day) ผู้คนรอบโลกต่างเข้าร่วมแคมเปญ “Write for Rights” เพื่อเขียนจดหมาย โปสการ์ด และข้อความในรูปแบบต่างๆถึงเพื่อนมนุษย์ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้คนร่วมด้วยช่วยกันเขียนถึงเพื่อนมนุษย์ที่ถูกกักขังอย่างไม่เป็นธรรม เขียนถึงครอบครัวของพวกเขา เขียนถึงรัฐบาลที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกกักขังอย่างไม่เป็นธรรมและเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวพวกเขาเหล่านั้น

 

ผู้คนเขียนจดหมาย เพราะจดหมายจากโลกภายนอกนำพาความหวังมาให้ผู้ถูกกักขังอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ที่เสี่ยงต่อถูกลืมอยู่ในห้องขังแคบๆอันน่าหวาดกลัว ทั้งนี้จดหมายจำนวนมากมายที่เขียนขึ้นยังเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้นำรัฐบาลและผู้มีอำนาจว่า “โลกกำลังจับตาดูการกระทำของพวกเขาอยู่”


พูดง่ายๆก็คือ ผู้คนหลายแสนคน “เขียน” เพราะการเขียนมีพลังนำมาซึ่งความเข้มแข็งและการปลอบโยน และพลังนั้นมากพอที่จะเปิดประตูที่กักขังผู้บริสุทธิ์เอาไว้

 

“แคมเปญ Write for Rights ของแอมเนสตี้ มีพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง”

 

ในปี 2017 ที่ผ่านมาผู้ให้การสนับสนุนแอมเนสตี้ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ครู พนักงานทำความสะอาด พ่อค้าแม่ค้า เขียนข้อความมากกว่า 5.5 ล้านข้อความผ่านแคมเปญ Write for Rights ซึ่งทั้งหมดนั้นสร้างแรงกระเพื่อมอย่างใหญ่หลวงนัก ดังที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในตัวอย่างต่อไปนี้

 

1. มาฮาดีนได้รับอิสรภาพ

Mahadine's son reads a solidarity message sent to his father, an online activist, recently freed from jail after being imprisoned for a Facebook post in Chad.

มาฮาดีนเป็นนักกิจกรรมออนไลน์ในสาธารณรัฐชาดที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต เพราะโพสเฟสบุควิจารณ์รัฐบาล หลังถูกจำคุกเป็นเวลาสิบแปดเดือนด้วยข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เขาก็ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ เพราะผู้คนทั่วโลกส่งข้อความสนับสนุนมาฮาดีนมากกว่า 690,000 ข้อความ ลูกชายของมาฮาดีนอ่านการ์ดใบหนึ่งที่ส่งถึงพ่อเขา เขียนว่า “ฉันต้องการแสดงความขอบคุณต่อทุกคน ฉันเห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณทำ รัก และเคารพคุณ มนุษยชาติ”

 

 

2. Ni Yulan ได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

นักกิจกรรมชาวจีน Ni Yulan ต้องต่อสู้กับการถูกข่มขู่และระรานเป็นเวลาหลายสิบทศวรรษเหตุเพราะเธอต่อสู้เพื่อผู้คนที่ถูกไล่ที่ จดหมายและข้อความหลายแสนฉบับที่เขียนถึงเธอทำให้สถานการณ์ของเธอดีขึ้น

“เพราะความสนใจที่ผู้คนจากทั่วโลก [ที่มีต่อสถานการณ์ที่ฉันต้องเผชิญ] ตำรวจจึงเล่นงานฉันน้อยลง การข่มขู่ทางวาจาและการละเมิดสิทธิก็น้อยลง” เธอกล่าว “ขอบคุณทุกคนที่เขียนเพื่อฉัน การสนับสนุนอันเอื้ออารีของพวกคุณไม่ได้แค่ช่วยฉัน แต่ช่วยให้สิทธิมนุษยชนในจีนก้าวหน้าขึ้นด้วย”

 

 

3. Hanan เข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ 

Hanan Badr el-Din พยายามขอคำตอบจากเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการหายตัวไปของสามีเธอภายใต้น้ำมือของเจ้าหน้าที่ในเดือนกรกฎาคม ปี 2013  สิ่งที่เกิดขึ้นกับสามีของเธอทำให้ Hanan ร่วมตั้งสมาคมสำหรับครอบครัวในประเทศอียิปต์ที่สมาชิกในครอบครัวถูกทำให้หายตัวไปในรูปแบบเดียวกัน ทว่าการทำงานของสมาคมก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐจับ Hanan ด้วยข้อหาเท็จ

สุขภาพของ Hanan ย่ำแย่ลงเรื่อยๆในคุก และเพราะข้อความมากกว่าห้าแสนข้อความที่เขียนถึงเธอ เธอจึงสามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็นได้ ครอบครัวของ Hanan กล่าวว่าการที่เธอสามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ได้นั้น เป็นผลโดยตรงจากความสนใจที่ Hanan ได้รับจากผู้คนทั่วโลกผ่านแคมเปญ Write for Rights

 

 

4. Clovis ได้รับรางวัลจากการต่อสู้เพื่อรักษาป่า

Clovis Razafimalala อุทิศตนเพื่อรักษาป่าฝนมาดากัสการ์เอาไว้ การกระทำดังกล่าวทำให้เขาเสี่ยงภยันตราย แต่การที่เขาได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกผ่านแคมเปญ Write for Rights สถานการณ์ของเขาในประเทศบ้านเกิดจึงเปลี่ยนไป  ณ ปัจจุบัน องค์กรท้องถิ่นในประเทศให้การสนันสนุนเขาอย่างเปิดเผย

และให้รางวัลเขาในฐานะที่อุทิศตนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

 “ผมไม่รู้ว่าได้รับจดหมายกี่ฉบับกันแน่ แต่มันหลายพันฉบับเลยล่ะ”  เขากล่าว “ผมได้รับแม้แต่จดหมายจากนักเรียนแคนาดา จากอัมสเตอร์ดัมด้วย [จดหมายเหล่านั้น] จับใจอย่างเหลือเชื่อ และให้พลังความกล้าหาญกับผม แอมเนสตี้สร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงให้กับผม ทำให้เรื่องราวของผมได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก และตอนนี้ผมก็กำลังจะได้รับรางวัล 2017 Brave Malagasy ผมรู้สึกภูมิใจมากและอยากจะสู้ต่อไป”

 

 

5. กำลังใจส่งไปถึงครอบครัวของ Xulhaz

Xulhaz Mannan ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ LGBTQI ในบังคลาเทศอย่างกล้าหาญ แต่การต่อสู้ดังกล่าวทำให้เขาถูกฆาตกรรมในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเอง เรื่องราวของเขาสะเทือนใจผู้คนทั่วโลก ผู้คนหลายแสนจึงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการตายของเขาและส่งข้อความให้กำลังใจครอบครัวเขา

 

 “ผมเพิ่งเปิดลังที่ได้รับและเจอการ์ดและจดหมายมากมาย” Minhaz น้องชายของ Xulhaz กล่าว “ความรักอันมากมายเหล่านี้ต่อ Xulhaz ผมแทบไม่เชื่อตาตัวเอง ขอบคุณพวกคุณทุกคนมาก”

 

 

6. MILPAH มีชีวิตอยู่เพื่อต่อสู้ต่อไป

กลุ่มเคลื่อนไหวชนพื้นเมือง MILPAH ที่ฮอนดูรัส ต่อสู้กับการคุกคามข่มขู่เพราะยืนหยัดปกป้องที่ดินของพวกเขาจากบริษัทค้ากำไรจากที่ดิน และด้วยแรงสนับสนุนจากคนทั่วโลก กลุ่มนักเคลื่อนไหวชนพื้นเมือง MILPAH กล่าวว่าพวกเขาได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

“พวกเรายังมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะแอมเนสตี้และองค์กรนานาชาติอื่นๆ” พวกเขากล่าว “เรายังไม่สามารถอ่านจดหมายทั้งหมด แต่จดหมายถูกส่งมาจากหลายประเทศทั่วโลก เรามีความสุขและรู้สึกภูมิใจที่มีเพื่อนอยู่ทั่วโลก ทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ เราขอบคุณการสนับสนุนจากพวกคุณ มันให้พลังกับเรา เราไม่รู้สึกเดียวดาย มันทำให้เรากล้าหาญขึ้น และนี่แหละทำให้เราต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป ”

 

 

7. ผู้คนหลายพันคนให้การสนับสนุนซาคริส

ซาคริส คูพีล่าเป็นนักศึกษาแพทย์ นักกิจกรรม และนักปกป้องสิทธิคนข้ามเพศที่ฟินแลนด์ ตอนที่เขาเริ่มทำกิจกรรมกับแอมเนสตี้ สิ่งที่เขาต้องพบเจอนั้นไม่ง่ายเลย เขาถูกคุกคาม รู้สึกโดดเดี่ยว และเผชิญกับความเกลียดชังแม้แต่ในมหาวิทยาลัย  แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Write for Rights ทำให้เขามีพื้นที่และได้รับความเคารพอย่างที่เขาคู่ควร “ผมถูกมองเป็นสิ่งแปลกปลอมน้อยลง และถูกมองเป็นมนุษย์ที่บังเอิญเป็นคนข้ามเพศมากขึ้น และนอกจากนั้นก็คือ ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามีคนมากมายเขียนจดหมายให้ และมีคนมากมายที่ใส่ใจ”

 

 

8. ข้อความจากชากีเลียแพร่กระจายไปทั่วโลก

ชากีเลีย แจ็คสันเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการตายของ Nakiea น้องชายของเธอ และคนกว่าครึ่งล้านก็สนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว ชากีเลียกล่าวถึงแคมเปญ Write for Rights ว่า “นี่ไม่ใช่แค่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ แต่คือของคนทั่วโลก การที่ผู้คนเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี และการที่เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จเพราะการเขียนทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่่ในจุดที่ถูกต้องที่สุดในการเดินทางหาความยุติธรรม...ฉันเห็นว่ากิจกรรมแบบนี้ใช้ทรัพยากรเช่นไรและฉันมีความสุขที่แอมเนสตี้สามารถสนับสนุนฉันได้”

 

 

9. Farid and Issa รู้สึกได้รับการปกป้อง

นักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่าง Issa Amro และ Farid al-Atrash ยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติต่อการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายของอิสราเอลในเมือง Hebron และที่อื่นๆในเวสแบงค์มาเป็นเวลาหลายปี และก็เป็นเวลาหลายปีเช่นกันที่พวกเขาประสบกับการคุกคามและถูกจับครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะแคมเปญ Write for Rights ที่ทำให้โลกหันมาสนใจ พวกเขาทั้งสองรู้สึกว่าตนได้รับการปกป้อง

 

“เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีผู้คนทั่วโลกสนับสนุนเรามากมายแค่ไหน” Farid กล่าวพร้อมถ่ายรูปกับจดหมายส่งกำลังใจที่เขาได้รับ “ผู้คนยืดหยัดอยู่ข้างเราเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่อิสราเอลให้ถอนฟ้องและหยุดคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในเขตแดนของชาวปาเลสไตน์ (Occupied Palestinian Territories) เราขอบคุณแอมเนสตี้และผู้สนับสนุนที่ยืดหยัดอยู่ข้างๆเรา และทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้รับความสนใจผ่านแคมเปญ Write for Rights”

 

 

10. Taner และกลุ่ม Istanbul 10 รับรู้ว่าคนทั่วโลกอยู่ข้างพวกเขา

ผู้อำนวยการของแอมเนสตี้ตุรกี Taner Kiliç และกลุ่ม Istanbul 10 ถูกคุมคามเพียงเพราะพวกเขาพยายามปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้คนกว่า 875000 คน จึงเขียนข้อความเรียกร้องอิสรภาพให้แก่พวกเขา ตอนนี้ Taner ยังคงถูกจำคุกอยู่ ส่วนกลุ่ม Istanbul 10 นั้นไม่ได้ถูกคุมขังแล้ว แต่สิทธิเสรีภาพของพวกเขาก็ยังอยู่ในสภาวะเสี่ยง เราจึงต้องต่อสู้และ “เขียน” กันต่อไปจนกระทั้ง Taner ได้รับอิสระและข้อกล่าวหาต่อนักสิทธิมนุษยชนทุกคนถูกยกฟ้อง

 Günal Kurşun นักสิทธิมนุษยชนจากกลุ่ม Istanbul 10 บอกว่าเขาเก็บจดหมายฉบับแรกที่ได้รับไว้ในกระเป๋ากางเกงตอนที่ไปฟังการไต่สวนเมื่อเดือนมกราคม เพื่อที่ว่าจะได้มีโชค

“เมื่อ 15 หรือ 20 ปีก่อน ผมเขียนจดหมายฉบับแรกให้แคมเปญของแอมเนสตี้ ส่งไปยังโคลอมเบีย ส่งไปยังเมียนมาร์ ผมจำได้ ยี่สิบปีต่อมาผมได้รับจดหมายเสียเอง...ขอบคุณมากที่ส่งจดหมายมาให้ จดหมายเหล่านี้มีคุณค่ามากสำหรับผม” 

เมื่อเดือนเมษายน Taner ก็ได้เขียนมาหาแอมเนสตี้ กล่าวว่า “จดหมายของพวกคุณมอบพลังให้ผม ขอบคุณมาก”

 

ลงชื่อเลย