สิทธิในเนื้อตัวร่างกายนี้เป็นของใคร? เมื่อนักกิจกรรมข้ามเพศถูกคุกคาม เพียงเพราะมีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ตรงกับหลักความเชื่อทางศาสนา

21 พฤษภาคม 2567

Amnesty International Thailand

“สถาบันครอบครัวเป็นพื้นที่แรกที่ทำให้เราเกิดมา แต่กลับเป็นที่แรกเหมือนกันที่เขวี้ยงเราออกมาให้อยู่คนเดียว” 

นุ่น-มนูญ วงษ์มะเซาะห์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดบทสนทนา เพียงคำพูดสั้น ๆ ไม่กี่ประโยคก็ทำเอาใจคนฟังสั่นไหว เธอคือผู้หญิงข้ามเพศ เกิดและโตในครอบครัวมุสลิม อาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายกมาตั้งแต่ต้น โดยมีคุณพ่อเป็นครูสอนศาสนา ขณะที่คุณแม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูให้ความรักอย่างเต็มที่ที่สุด เท่าที่คนเป็นแม่จะมอบให้ได้ แต่หลังจากการจากไปของพ่อก็ทำให้บ้านสั่นคลอนไม่น้อย

ประจวบกับที่เธอเองก็มีความสนใจในเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ซึ่งขัดกับเพศกำเนิดชายที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากถามว่าครอบครัวนุ่นรู้ไหมว่า ลูกของตัวเองมีความชื่นชอบต่างกับเด็กผู้ชายทั่วไป เธอตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า รู้ และเพราะทุกคนรู้นี่เองทำให้เธอถูกส่งไปบำบัดเพศวิถี ณ โรงเรียนสอนศาสนา หวังจะให้ลูกกลับมาเป็นชายในสักวันหนึ่ง

 

ก่อนถูกทิ้งขว้าง

 

 

“เขาส่งเราไปเรียนโรงเรียนสอนศาสนาควบคู่สามัญ เพราะคิดว่าจะขัดเกลาจิตใจเรามากขึ้น เพื่อไม่ให้เราเป็นเพศแบบนี้ เพราะว่าเขามอง LGBTQ เป็นโรคชนิดหนึ่ง เขาจึงพยายามบำบัดเพศวิถีของเรา โดยการส่งมาเรียนที่โรงเรียนที่มีการสอนศาสนาควบคู่ไปด้วย”

“แต่หารู้ไม่ว่า การมาเรียนโรงเรียนสอนศาสนามันไม่ได้ทำให้เราหายจากความเป็น LGBTIQ หรือมันทำให้ทุกคนจะต้องกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะมันไม่ใช่โรค มันคือสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่กำเนิด มันเป็นสิ่งที่เราเลือกอยากจะอยู่กับมันไปแล้ว”

มนูญเล่าย้อนกลับไปในช่วงที่พ่อด่วนจากไป เธอจึงต้องย้ายมาอยู่กับน้าสาว ณ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งการเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนา ทำให้เธอมองเห็นถึงความรุนแรงบางอย่าง และความรุนแรงเหล่านั้นยังฝังลึกอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้

“สิ่งที่เราเจอและจำได้ขึ้นใจเลยคือวันนั้นเราแต่งหน้า ในสมัยก่อนเราแต่งหน้าออกมาปุ๊ปแล้วก็เจอครู เขาก็จะหยิบผ้าขี้ริ้วที่เป็นผ้าเช็ดเท้าเช็ดไปที่หน้า ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาทำกันในนั้น แต่มันลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเรามาก ๆ”

 

"แต่การไปอยู่ในนั้นมันก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เราได้รับบทเรียน คำสอน กับการให้อภัย หรือการไม่ได้รู้สึกเกลียดชังกับสิ่งที่เขาทำ แต่เราแค่รู้สึกว่าทำไมเราถึงต้องกลายเป็นเหยื่อของคนที่คลั่งศาสนา หรือเหยื่อของคนที่ไม่เห็นด้วยกับเพศของเราแล้วกระทำกับเราเหมือนไม่ใช่พี่น้องมุสลิมด้วยกัน"

นุ่น เล่าย้อนกลับไปในช่วงที่พ่อด่วนจากไป เธอจึงต้องย้ายมาอยู่กับน้าสาว ณ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งการเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนา ในอีกมุมทำให้เธอรับรู้ว่าศาสนาเป็นสิ่งสวยงาม แต่ในอีกทางกลับกันทำให้เธอมองเห็นถึงความรุนแรงบางอย่าง และความรุนแรงเหล่านั้นยังฝังลึกอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้

“หลาย ๆ คนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเพศของเราหรอก แต่ว่าเขาก็ยังปฏิบัติกับเราในแบบที่เราเป็นเพื่อนมนุษย์กับเขาได้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน เราก็เลยตั้งคำถามว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงไม่ทำกับเราแบบนั้นบ้าง ทำไมครูที่หยิบผ้าขี้ริ้วเช็ดหน้าเรา ไม่ทำกับเราแบบนั้น”

หนึ่งในคำสอนทางศาสนาที่นุ่นยึดถือเก็บเอาไว้ในใจเสมอมา คือ มุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน จากหลักคิดที่ดูจับต้องได้นี่เอง ทำให้เธอยังคงรักและศรัทธาในศาสนาอิสลาม โดยไม่คิดจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นแม้แต่น้อย เพราะเธอเชื่อมั่นว่านี่คือศาสนาที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ของเธอมากที่สุด

 

แต่สุดท้ายความภูมิใจก็ย้อนกลับทำร้ายเธอในคราเดียวกัน 

“ช่วงที่เราเรียนที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ การมีตัวตนของ LGBTIQ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าอยากอยู่ให้ปลอดภัย ก็ไม่ต้องบอกว่าเราเป็นใคร ใช้คำนี้กันเลย ดังนั้นวันที่เรารู้สึกว่า เราไม่สามารถบอกได้ว่าเราเป็นอะไร มันโคตรเจ็บปวดเลย ที่เราไม่สามารถที่จะใส่ชุดสวย ๆ แต่งหน้าสวย ๆ หรือมีผมยาวแบบที่เราฝันในวัยเด็กได้”

 

คำว่าครอบครัวที่พังทลายลง

“สถาบันครอบครัวเป็นพื้นที่แรกที่ทำให้เราเกิดมา แต่เขากลับยอมรับในตัวตนของเราไม่ได้ เขวี้ยงเราออกจากครอบครัว เขวี้ยงเราออกจากบ้าน และในวันที่เราไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว ที่บ้านก็ไม่เหลียวแลเรานะ บอกกับเราด้วยซ้ำว่า ‘มึงจะเกิดมาทำไม’ ถ้ามึงเกิดมาแล้วมึงทำให้ครอบครัวต้องเสื่อมเสีย หรือตระกูลต้องเสื่อมเสีย”

มนูญบอกว่า นี่เป็นคำพูดของคนที่เป็นญาติพี่น้องหรือเป็นพี่ป้าน้าอาในครอบครัวที่ได้รับ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกโกรธมากที่สุด คือการที่พวกเขาไปกดดันแม่ และกดดันว่าแม่เป็นคนผิดที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้ มนูญเผยความรู้สึกว่า ณ วินาทีนั้น แม่ของเราน่าสงสารระดับหนึ่งที่ต้องมารับแรงกระแทกอะไรก็ไม่รู้จากสิ่งที่เราทำ (ร้องไห้) นั่นเลยเป็นจุดที่ทำให้มนูญโทษตัวเองมาโดยตลอด ว่าแม่ต้องเจ็บปวดกับอะไรหลาย ๆ อย่างเพราะการที่มีเพศวิถีไม่ตรงกับเพศสภาพ

“แม่โทษตัวเองว่า เขาผิดเองที่สอนลูกไม่ดี ด้วยความเป็นผู้หญิง สามีตาย แล้วสังคมมุสลิมชายเป็นใหญ่แน่นอน เขาก็ยิ่งถูกกดดัน เป็นผู้หญิงแม่ม่าย สามีตาย ลูกมาเป็นแบบนี้ คนที่รับผลกระทบหนักจากเรามาก ๆ คือแม่”

หลังจากนุ่นถูกทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย ผู้เป็นแม่ที่สภาพจิตใจแหลกสลาย ต้องยอมปล่อยมือลูกให้จากไปด้วยความจำยอม เธอรู้ดีว่าแม่ลำบากใจแค่ไหน เธอจึงเลือกเดินออกมาจากชีวิตพวกเขา โชคดีที่ก่อนหน้านั้น เธอเคยเป็นนักศึกษาฝึกงานที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และนั่นทำให้เธอรู้จักนักเคลื่อนไหวอีกหลายสิบชีวิต

เธอได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงเศษเสี้ยวชีวิต แต่กลับรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาดเพียงคำพูดไม่กี่คำจาก เมย์ โดยรุ่นพี่คนนี้บอกกับเด็กสภาพจิตใจบอบช้ำอย่างเธอว่า ‘ครอบครัวสามารถสร้างใหม่ได้’

จากใจที่เคยท้อแท้ เมื่อมีคนเข้าใจและพร้อมรับฟัง เธอก็กลับมาเป็นหญิงสาวผู้มีอุดมการณ์แน่วแน่อีกครั้ง และครั้งนี้เธอจะทำให้ทุกคนมีพื้นที่ปลอดภัย ในการแสดงออกทางอัตลักษณ์ทางเพศของชาว LGBTI ให้ได้

“เพราะว่ามันยังมีความหวัง เรายังมีความหวังว่าวันหนึ่ง คอมมูนิตี้ของพวกเรายังคงได้รับการถูกเคารพในการเป็นเพื่อนมนุษย์ และยังคงหวังว่าชุมชนมุสลิมยังเห็นเราเป็นพี่เป็นน้องดังคำสอนที่พระเจ้ามอบให้” 

 

ข่มขู่ คุกคาม จากทั้งออนไลน์และออฟไลน์

“ระวังจะได้กลับไปเจอพระเจ้าก่อนวัยอันควร” ถ้อยคำข่มขู่ที่หมายเอาชีวิต นุ่น นาดา อัส นักปกป้องสิทธิมนุษยชน สามคนที่ออกมาเรียกร้องพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศที่นับถือศาสนาอิสลาม เธอไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงมีคนแปลกหน้าหวังจะพรากดวงวิญญาณพวกเธอไป   

“คนที่เข้ามาโจมตีเราในโลกออนไลน์ สังเกตชัดๆ คือคนที่คลั่งในศาสนามากๆ แล้วนำหลักคำสอนของศาสนามาใช้แบบผิดๆ เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อที่จะตักเตือน แต่มาเพื่อที่จะต้องการให้รับรู้ว่าเขาคือผู้ที่มีอำนาจในศาสนานี้”

เราไม่อยากเห็นข้อความที่ข่มขู่ฆ่าฟันเพื่อสร้างความขัดแย้งออกมาบนโลกออนไลน์ เราอยากเห็นข้อความที่ทุกคนเป็นที่ปลอดภัยให้กันและกันและปฎบัติต่อกันอย่างพี่น้องมุสลิมเพราะอิสลามสอนให้ทุกคนรักกัน อิสลามสอนให้ทุกคนนับถือกันเหมือนพี่ เหมือนน้อง แต่ว่าทำไมคุณไม่เอาสิ่งนั้นมาใช้ ไม่เอาหลักคำสอนนั้นมาใช้ แต่กลับหันมาขู่ฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันซึ่งสิ่งนี้พระเจ้าเราไม่ได้สอน

นุ่นยืนยันว่า สิ่งที่เธอเรียกร้องและการแสดงออกในอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมนั้น ไม่ได้เป็นการบิดเบือนหรือดูหมิ่นศาสนา หากแต่เป็นสิ่งที่เธอต้องการยืนยันในสิทธิความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่งและต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่เพศชายหรือหญิงอย่างที่เข้าใจกันเราจึงจำเป็นต้องทำให้ทุก ๆ เพศ ทุกศาสนา และความเชื่อวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้โดยปราศจากความรุนแรงและเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยในการที่เขาจะปฏิบัติศาสนากิจตามความเชื่อของเขา

“เราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงศาสนา เราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อ เพราะว่าศาสนาไม่ได้สอนให้เราเกิดมาเพื่อที่จะสร้างความขัดแย้ง และหนีบททดสอบที่พระเจ้ามอบให้เรา และเราก็ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เพราะเราเชื่อมาเสมอว่าศาสนาสอนให้เราเป็นพี่น้องกัน ศาสนาสอนให้ทุกคนเคารพกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้”

“บาปคือบาปของเรา วันนึงเราก็ต้องไปตอบพระเจ้าอยู่ดีว่าเราทำบาปอะไรไว้บ้าง และเราเองก็เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนทำบาปทำบุญไม่เท่ากันใครทำมากทำน้อยเราก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้นอกจากพระเจ้า ดังนั้นทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเองมีบททดสอบกันทุกคน ฉันมีหน้าที่และมีบททดสอบเหมือนกันฉันทำสิ่งนี้ของฉันอยู่ วันข้างหน้าก็ให้เรื่องที่ฉันทำในโลกนี้เป็นเรื่องระหว่างฉันกับพระเจ้าแค่นั้นพอคนอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าอย่ามาตัดสินกันเพราะไม่ใช่หน้าที่ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

ถึงจะได้รับข้อความข่มขู่ถึงขั้นขู่ฆ่าหลั่งทะลักเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่เมื่อเธอตัดสินใจแจ้งความ คำตอบที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำพูดเรียบง่ายว่า "มันคือเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็สามารถโดนกระทำได้ทั้งนั้น"

แต่เธอกลับมองต่างออกไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำให้เป็นปกติในสังคมไทย หากไม่ช่วยกันยกระดับในเร็ววัน กลไกการป้องกันก็จะหละหลวมทำให้ผู้กระทำผิดสามารถกระทำให้เรากลายเป็นเหยื่ออยู่วันยังค่ำ และอาาจจะทำให้เรากลายเป็นศพในอนาคตได้

 

แต่เธอกลับมองต่างออกไป นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำให้เป็นปกติในสังคมไทย หากไม่ช่วยกันยกระดับในเร็ววัน อนาคตอาจเห็นข่าวที่น่าหดหู่เกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งเป็นแน่

 “ตำรวจหรือบุคคลคนที่มีหน้าที่ในการปกป้อง หรือใช้กฎหมายคุ้มครองต้องทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดการปกป้องคนในประเทศได้อย่างแท้จริง ต้องหยุดมองว่าสิ่งเหล่านี้มันคือเรื่องปกติ ต้องหยุดมองว่าการคุกคาม (harassment) ในออนไลน์ มันคือเรื่องปกติ มันไม่ใช่เรื่องปกติมันคือภัยคุกคามทางจิตใจ เจ้าหน้าที่รัฐต้องมองเห็นความสำคัญของความมั่นคงทางจิตใจ ให้เท่ากับ ความมั่นคงของรัฐ ดังนั้นมันคือเรื่องที่ต้องหาทางแก้ไขและทำให้กฎหมายมันสามารถคุ้มครอง และปกป้องประชาชนได้ทั้งร่างกายและจิตใจ ความยุติธรรมเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐที่ต้องทำให้มันเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะจากสาเหตุใดใดก็ตาม รัฐมีหน้าที่ทำให้กลไกการปกป้องคุ้มครองมันดีขึ้น”

“เราอยากเห็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา เมื่อเรามีความจริงที่อยากจะพูด อยากจะสื่อสารมันต้องสามารถสื่อสารได้อย่างปลอดภัย และเราไม่ถูกโจมตี ไม่ถูกทำให้กลายเป็นเหยื่อซ้ำสอง”

แม้จะถูกข่มขู่ คุกคาม มากเพียงใด แต่เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งสังคมที่เธอวาดฝันจะเป็นจริง ฝันของเธอไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โต เธอแค่ฝันอยากจะเห็นสังคมที่เท่าเทียม อยากจะเห็นเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่ออกมาใช้สิทธิในการแสดงออกในทุกพื้นที่ไม่ต้องหลบซ่อนหรือปกปิดอัตลักษณ์ของตน จากอิทธิพลทางด้านศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อส่วนบุคคล 

“เราอยากจะบอกว่าความเป็น LGBTIQ ของเรา มันถูกเหยียบและถูกกลบมานานแล้ว เราอยากให้ทุกคนหยิบมันขึ้นมา แล้วมาช่วยกันเรียกร้องให้เกิดการปกป้อง การเคารพ และการส่งเสริมทำให้มันเป็นเรื่องปกติในสังคม เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไร นับถือศาสนาไหน หรือมีวัฒนธรรมความเชื่อแบบใดต่างก็ต้องการพื้นที่ปลอดภัยเพราะฉะนั้นมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าภาครัฐยังเพิกเฉยต่อสิ่งนี้” 

“หากทุกคนช่วยกันสื่อสารออกไปว่า LGBTIQ ในสังคมมุสลิม หรือในสังคมอื่น ๆ เขาก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกันกับคุณ อย่าทำให้เรื่องของเรามันถูกเหยียบลงไปให้ลึกมากกว่านี้ จงหยิบมันขึ้นมา แล้วเอามาพูดให้เห็นว่าความเป็น LGBTIQ เราก็ต้องการที่จะถูกยอมรับ ถูกปกป้อง และถูกส่งเสริมเช่นกัน”

 

 

อ่านข่าวฉบับเต็มและอ่านรายงาน:https://www.amnesty.or.th/latest/news/1260/

 

รับชมวิดีโอ ประเทศไทย: ความรุนแรงบนโลกออนไลน์ที่ผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ และสปายแวร์เพกาซัส"  https://youtu.be/EPhVd0qTcCk?

 

#makeitsafeonline#ทำโลกออนไลน์ให้ปลอดภัย#Amnesty#AmnestyThailand