Arms Control

Overview

 

หลังจากที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและอีกหลายองค์กรได้ร่วมกันรณรงค์เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อทำให้สนธิสัญญาควบคุมการค้าอาวุธ (Arms Trade Treaty-ATT-สนธิสัญญาว่าด้วยการค้าอาวุธ- กต.) เป็นที่ยอมรับ ในที่สุดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว โดยประเทศที่ลงนามในสนธิสัญญานี้จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดต่อการนำเข้า ส่งออก และการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนอาวุธระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้การเคลื่อนย้ายอาวุธดังกล่าวนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในแต่ละวันมีผู้คนมากกว่า 5,000 คนถูกฆ่าตายด้วยความรุนแรงจากการใช้อาวุธ ความสำเร็จครั้งนี้จึงถือเป็นสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างมาก

ยุติการใช้ทหารเด็กในสงครามความขัดแย้ง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญหลายประการที่ทำให้เกิดการรับรองสนธิสัญญาควบคุมการอาวุธ ประเทศต่างๆ ประมาณ 150 ชาติ รวมทั้งมาลี เห็นชอบต่อข้อห้ามการใช้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ ประเทศเหล่านี้ได้ลงนามในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child) โดยการเกณฑ์และการใช้ทหารเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีในสงครามที่สู้รบอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม ดังนั้นเนื้อหาของสนธิสัญญาที่เข้มงวดมากขึ้น จะส่งผลให้ยุติการเกณฑ์และบังคับใช้ทหารเด็ก ทั้งนี้โดยการหยุดยั้งการเคลื่อนย้ายอาวุธที่ถูกใช้เพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชนไปสู่การครอบครองทั้งของรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธด้วย

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ 123 ที่ลงนามในสนธิสัญญานี้ ทั้งนี้ ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีประเทศใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ให้สัตยาบันและมีสถานะเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญา โดยสมบูรณ์ แต่มีประเทศที่ลงนามสนธิสัญญาแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการภายในประเทศเพื่อพิจารณาให้สัตยาบัน จำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดการณ์ว่าในอนาคต สนธิสัญญาว่าด้วยการค้าอาวุธจะกลายเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนอาวุธระหว่างประเทศในระดับโลก ทั้งต่อรัฐภาคีและประเทศที่ไม่ใช่รัฐภาคี (http://bit.ly/2nfIYh8)

Armed Conflict Areas 

ท่ามกลางความขัดแย้งและการสู้รบผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายส่วนใหญ่เป็นพลเรือน อาวุธสงครามทำลายล้างตั้งแต่โรงพยาบาล ตลาดและระบบการขนส่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายพันคน บางคนถูกทรมาน ถูกลักพาตัว และอีกหลายล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อหนีตายจากความขัดแย้ง ซึ่งผลักดันให้ผู้รอดชีวิตเหล่านั้นเข้าสู่ภาวะความยากจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่าห้าล้านคนตั้งแต่ปี 1998 หรือความขัดแย้งในซีเรียที่ส่งผลให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดนกว่า 4 ล้านคน

In Everyday Life 

อาวุธไม่เพียงถูกใช้แค่ในสนามรบเท่านั้น พวกมันยังคงถูกใช้บนท้องถนนและในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างความรุนแรงที่ไม่สิ้นสุด สามในสี่ของการเสียชีวิตเกิดจากใช้อาวุธที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งหรือภาวะสงคราม เช่น ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในอเมริกากลาง ได้คร่าชีวิตผู้หญิงจำนวนมาก โดยผู้กระทำความผิดได้ใช้ปืนพกขนาดเล็กที่หาซื้อได้ง่ายในตลาดมืดสังหารพวกเธอ โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง เด็กและผู้สูงวัยเสมอ

Government Suppression  

อาวุธยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนโดยรัฐ ในหลายประเทศทั่วโลกกองกำลังฝ่ายความมั่นคงใช้อาวุธปืนกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบหรือกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น

What is Amnesty International calling for ? 

  • ให้สัตยาบันอนุสัญญาควบคุมการค้าอาวุธ
  • กำหนดให้มีกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ของแต่ละประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสนธิสัญญา
  • บังคับใช้กฎหมายตามอนุสัญญาอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

12,000,000,000

จำนวนกระสุนที่ถูกผลิตในแต่ละปี

200,000 

จำนวนคนที่คาดว่าเสียชีวิตจากสงครามทั่วโลกในแต่ละปี

78%

ของอาวุธทั่วโลกมาจาก 6 ประเทศ: จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา