35 ปีแห่งการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น สิทธิของชุมชนและธรรมชาติ การต่อสู้เพื่อป่าสักทองและแม่น้ำยม ผ่านสายตา: ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี

Amnesty International

“เราจะไม่ยอมให้ผืนป่าที่เราเฝ้าดูแลด้วยใจรัก ต้องจมอยู่ใต้ผืนน้ำที่เราไม่เคยเรียกร้องขอ เราจะสู้เพื่อสิทธิของเราทุกคนและธรรมชาติต่อไป”

การเดินทางไปที่หมู่บ้านสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว แม้จะได้เห็นแสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ต้นสักทองยามเช้าและเย็น รวมถึงได้ยินเสียงน้ำไหลจากแม่น้ำที่คดเคี้ยวผ่านอุทยานแห่งชาติแม่ยม แต่ทุกครั้งที่ก้าวเดินเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้สิ่งที่เห็นเด่นชัด คือป่าสักทองผืนใหญ่ที่ยังคงถูกรักษาไว้ด้วยความหวงแหนของชาวชุมชน ทำให้รากฐานของป่าสักที่มีอายุนับร้อยปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนของคนที่นี่

ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี หรือที่ชาวชุมชนเรียกเขาว่า “พี่น้อย” แม้จะไม่ใช่คนบ้านสะเอียดแต่กำเนิด แต่ชายคนนี้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดและต่อสู้เพื่อบรรพบุรุษของคนที่นี่ เขาเป็นหนึ่งในแกนนำของคณะกรรมการคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น คำพูดของประสิทธิพรสะท้อนเจตนารมณ์ที่ชัดเจนทุกครั้ง โดยเขายืนยันว่าจะสู้เพื่อบ้าน เพื่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม “เราจะยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด” เขากล่าวย้ำทุกครั้งเมื่อได้พูดการต่อสู้เพื่อคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา

“เมื่อเขื่อนถูกกั้นขึ้น น้ำจะท่วมบ้านทุกหลังคาเรือน พื้นที่ 1,000 ครัวเรือนจะจมอยู่ใต้น้ำ สร้างความเสียหายทั้งที่ดินทำกินและวิถีชีวิตของชาวบ้าน”

การต่อสู้ของชาวชุมชนสะเอียบ จ.แพร่ เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลในครั้งนั้น มีการเสนอให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นบนแม่น้ำยม ซึ่งผลกระทบของโครงการดังกล่าวจะทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำยมทั้งหมดจมอยู่ใต้ผืนน้ำ นำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกินมากกว่า 10,000 ไร่ และบ้านเรือนของชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือน ต้องจมลึกอยู่ใต้ผืนน้ำทั้งหมด แม้ว่าการสร้างเขื่อนอาจจะนำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสายตาของบางคน แต่สำหรับชาวบ้านสะเอียบ จังหวัดแพร่ พวกเขามองเห็นเพียงการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้งที่อยู่อาศัยที่ต้องโยกย้าย วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ต้องสูญหาย หรือแม้แต่ธรรมชาติที่จะถูกทำลายไปกับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น

เขื่อนแก่งเสือเต้น การสูญเสียที่มากกว่าที่ดินทำกิน

“ป่าสักทองไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่มันคือชีวิต วิถี และอนาคตของเรา”

ขณะที่ลุ่มแม่น้ำยมในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ข้อมูลจากชาวบ้านเล่าว่าที่นี่เป็นหนึ่งใน ‘ดงสักงาม’ หรือ ‘ป่าสักทองธรรมชาติ’  ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในในประเทศไทยเท่านั้น แต่ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด ป่าสักทองที่นี่นับเป็นป่าผืนใหญ่อีกผืนสุดท้ายของประเทศไทย เป็นมรดกทางธรรมชาติที่มีค่าที่สุดของชุมชน ทำให้ชาวบ้านสะเอียบช่วยกันอนุรักษ์และดูแลป่าแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี เพราะพวกเขาเชื่อว่าไม้สักทองที่มีอยู่ในป่าผืนนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความเป็นธรรมชาติ

เมื่อเดินทางขึ้นไปที่ผาอิงหมอก อุทยานแห่งชาติแม่ยม จ.แพร่ แล้วมองไปจากจุดชมวิวที่สูงสุด  พี่น้อย ประสิทธิพร ชี้ให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของดงสักทองที่มองผ่านภูเขาสูง เขาเล่าว่านี่เป็นภาพของทั้ง 4 หมู่บ้านได้แก่ บ้านดอนชัย บ้านดอนแก้ว บ้านดอนแก้ว และบ้านแม่เต้น ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่บนผืนดินแห่งนี้ หากเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกสร้างจะทำให้ผืนดินทั้งหมดนี้จมอยู่ใต้ผืนน้ำจากโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น สิ่งนี้ทำให้ชาวบ้านสะเอียบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เพียงแค่เสียที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยพักพิง แต่พวกเขายังเสียชุมชน เสียประวัติศาสตร์ และเสียความเชื่อมั่นในสิทธิที่จะดูแลทรัพยากรธรรมชาติของตน

สิทธิชุมชนที่ลบหาย ความไม่คุ้มค่าของเขื่อนแก่งเสือเต้น

“การปกป้องสิ่งแวดล้อมคือการปกป้องสิทธิในการดำรงอยู่ของชุมชนเรา และเราจะสืบทอดการต่อสู้นี้ให้กับลูกหลานต่อไป”

ข้อโต้แย้งหลักของชาวบ้านสะเอียบไม่เพียงแต่เกี่ยวกับการสูญเสียพื้นที่อันทรงคุณค่า พี่น้อย ประสิทธิพร บอกว่ายังรวมถึงความไม่คุ้มทุนของโครงการที่รัฐพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น ทั้งที่การศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะมีมูลค่ามหาศาล ง่ายๆ คือค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเขื่อนอื่นๆ ในประเทศไทย เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นรอยเลื่อนแผ่นดินไหวชื่อว่า “รอยเลื่อนแม่ยม” ที่มีความยาวถึง 22 กิโลเมตร หากการก่อสร้างต้องไปต่อในตอนนั้น หมายความว่าโครงสร้างและรากฐานของเขื่อนแก่งเสือเต้นจะต้องแข็งแรงเขื่อนที่อื่นๆ โดยมีการประเมินค่าใช้จ่ายว่าจะเปลี่ยนจาก 4,700 ล้านบาทขยับเป็น 12,000 ล้านบาท ในตอนนั้นนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเห็นพ้องว่าการลงทุนนี้ไม่คุ้มค่า ขณะที่เขาบอกว่าถ้าเรียกแบบภาษาบ้านๆ หากโครงการได้ไปต่อคือการที่รัฐบาลใช้ “หลักเศรษฐศาสตร์โจร” เพราะไม่คำนึงถึงผลกระทบและสิทธิของประชาชน สิ่งแวดล้อม และงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“การนำมูลค่าไม้ไปบวกเป็นรายรับเพื่อหักลบต้นทุนสร้างเขื่อน ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่มันคือการละเมิดสิทธิของทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นส่วนรวมของทุกคนในประเทศ”

พี่น้อย ประสิทธิพร เล่าอีกว่าความพยายามในการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ ช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดเพียงชาวบ้านสะเอียบเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปยังคนที่ห่วงใยในสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์บางคนมองว่า การสร้างเขื่อนเพื่อปลูกพืชไร่เชิงพาณิชย์ไม่ได้มีความคุ้มทุนในระยะยาวด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ต้องสูญเสียไป อีกทั้งยังมีคำถามเรื่องการตัดไม้สักทองอันมีค่าจำนวนมหาศาล เพื่อเอามูลค่ามาคิดคำนวณกับค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเขื่อน หากมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ นี่อาจเป็นการวางแผนที่ไร้ความยั่งยืนระยะยาว เพราะมองไม่เห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน

การสืบสานความเชื่อเพื่อรักษาสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมแก่งเสือเต้น

หมู่บ้านสะเอียบเป็นชุมชนที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนาน ชาวบ้านที่นี่เป็นผู้สืบทอดความเชื่อและวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษ ราว 200-300 ปีก่อน พี่น้อย ประสิทธิพร เล่าว่ากลุ่มคนจากอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้อพยพมาตั้งรกรากในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อเดินล่าสัตว์จนมาพบแหล่งน้ำและที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ จึงเริ่มก่อตั้งชุมชนขึ้น ด้วยประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมา การตั้งถิ่นฐานสร้างวัดและส่งส่วยให้เจ้าเมืองน่าน จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงการเป็นชุมชนที่เคารพในศาสนาและความเป็นธรรมชาติอย่าลึกซึ้ง

ความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้านสะเอียบทุกวันนี้ ยังคงแข็งแรงแม้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน พวกเขายังคงนำข้าวไปถวายวัดในทุกเช้าและวันสำคัญ แทนการส่งส่วยให้เจ้าเมืองน่านตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณด้วยความผูกพันกับป่าและน้ำ พี่น้อย ประสิทธิพร บอกว่าชาวบ้านสะเอียบถือว่าตัวเองมีหน้าที่ปกป้องป่าสักทองและแม่น้ำยมให้อยู่คู่กับชุมชนต่อไป เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าการสร้างเขื่อนไม่เพียงแค่ทำลายพื้นที่ทางกายภาพ เช่น บ้าน ชุมชน สิ่งแวดล้อม แต่ยังทำลายวัฒนธรรมและความเชื่อของพวกเขาไปด้วย

35 ปี แก่งเสือเต้น ชุมชนที่ไม่หยุดต่อสู้เพื่อสิทธิของทุกคน

ช่วงวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมาชาวบ้านสะเอียบและเครือข่ายจัดงานครบรอบ 35 ปีแก่งเสือเต้น เพื่อแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนเพื่อใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนของประเทศ ที่ต้องการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชนของพวกเขาจนถึงที่สุด ที่ผ่านมา พี่น้อย ประสิทธิพร เล่าว่าการต่อสู้ของชาวบ้านสะเอียบไม่ได้มีแค่เพียงเรื่องของการคัดค้านการสร้างเขื่อน แต่ยังมีเรื่องของความยุติธรรมในสังคมไทย โดยพวกเขามองว่าการต่อสู้ทุกครั้งเป็นการยืนหยัดเพื่อความถูกต้องเรื่องสิทธิมนุษยชนของคนธรรมดาทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่การปกป้องทรัพยากรธรรมชาติแต่ยังเป็นการสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดทิศทางของชุมชนเอง และเป็นการต่อต้านการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรที่ควรเป็นของส่วนรวม

เส้นทาง สะเอียบโมเดล: ทางออกที่ยั่งยืน หยุดสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ที่ผ่านมา พี่น้อย ประสิทธิพร และชาวบ้านสะเอียบ ไม่เพียงแค่คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเท่านั้น พวกเขายังเสนอแนวทางแก้ปัญหาชื่อว่า “สะเอียบโมเดล” เพื่อเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและทำได้จริงในการบริหารจัดการน้ำในชุมชนและพื้นที่จังหวัดแพร่และใกล้เคียง ด้วยการเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ในการใช้วิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่อย่างรู้คุณค่า และอาศัยการทำงานร่วมกันของชุมชนในการป้องกันน้ำท่วม ด้วยแนวทางนี้ชาวบ้านสะเอียบหวังว่าจะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ ทั่วทั้งลุ่มน้ำยม

“การฟื้นฟูแม่น้ำยมและขุดลอกคลองให้กลับมาทำงานได้ จะสามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 600 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ จะน้ำท่วม น้ำแล้ง ก็เชื่อว่าจัดการได้”

เดินทางมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าการต่อสู้ของชาวบ้านสะเอียบสะท้อนถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชนที่ไม่เพียงแต่ยึดมั่นในสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นบทเรียนถึงความพยายามในการสร้างความยั่งยืนในสังคมไทยที่ท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐ พวกเขามองเห็นถึงคุณค่าและสิทธิทำหน้าที่ปกป้อง สิ่งที่เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ทำกิน เพราะบ้านสะเอียบคือบ้าน วิถีชีวิต และมรดกที่สืบทอดกันมายาวนาน เพราะสิทธินั้นไม่เพียงแต่เป็นของมนุษย์ แต่ยังเป็นสิทธิของธรรมชาติที่จะคงอยู่ต่อไปเพื่อรุ่นลูกรุ่นหลาน

แอมเนสตี้ ประเทศไทย ขอยืนหยัดเคียงข้างชุมชนท้องถิ่นในกรณีนี้ ด้วยการส่งเสริมให้ทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ทางการไทยต้องรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ที่ถูกลิดรอนสิทธิ และคำนึงถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนก่อนการตัดสินใจดำเนินโครงการที่อาจทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น

กรณีแก่งเสือเต้นเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า แอมเนสตี้ ประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่รณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความยั่งยืนในระยะยาว หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สนใจเรื่องสิทธิและชีวิตความเป็นอยู่ผู้คน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และเสรีภาพในการแสดงออก มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนกับแอมเนสตี้ผ่านการเป็นสมาชิกกับเราได้ที่ https://bit.ly/3NX3WzG เพื่อมาร่วมกันทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้