สื่อที่มองผ่านเลนส์สิทธิ กับการสะท้อนเสียงที่ถูกลืม คุยกับ…ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล กรรมการตัดสิน “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Media Awards) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

“สื่อคือพื้นที่ที่ต้องกล้าพูดเรื่องที่สังคมไม่คุ้นเคย เพราะความจริงมักถูกซ่อนอยู่ในเสียงที่เราไม่เคยได้ยิน”

จากโลกของกฎหมายสู่การเป็นกระบอกเสียงของสิทธิมนุษยชน

เมื่อพูดถึงอาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนแห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลายคนอาจจินตนาการถึงนักวิชาการที่หมกมุ่นอยู่กับตัวบทกฎหมายและตำราหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังบทบาทนั้นของเธอคนนี้ ฐิติรัตน์กลับมีความสนใจที่กว้างขวางกว่าการเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการ เธอคลุกคลีอยู่ในโลกของสื่อมวลชนและเทคโนโลยีใหม่ๆ มานานกว่าที่คนทั่วไปจะคาดคิด ที่ผ่านมาการสอนและวิจัยของเธอครอบคลุมไปถึงเรื่องสิทธิทางสื่อสารมวลชน กฎหมายเทคโนโลยี และแน่นอนที่สุดคือประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในยุคดิจิทัล

“สื่อคือกระจกที่สะท้อนสังคม ไม่ใช่แค่เพื่อบอกเล่า แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้เห็นและไตร่ตรองถึงปัญหาที่บางครั้งมันถูกปกปิดหรือมองข้าม” ฐิติรัตน์เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของสื่อในสังคมประชาธิปไตย

การก้าวเข้าสู่การเป็นกรรมการตัดสิน “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Media Awards)

การเป็นกรรมการ “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Media Awards) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นั้นไม่ได้เป็นแค่เพียงการเลือกข่าวหรือคลิปวิดีโอที่นำเสนอได้ดีที่สุด แต่ยังหมายถึงการค้นหาประเด็นที่สื่อถึงความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง “ตอนที่เริ่มเข้าร่วมในปี พ.ศ.2563 ตอนนั้นมาจากการเป็นบอร์ดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และต่อเนื่องมาจนถึงปีล่าสุด บทบาทนี้ทำให้ได้เห็นภาพรวมของการนำเสนอเรื่องสิทธิมนุษยชนในสื่อไทยอย่างใกล้ชิด” ฐิติรัตน์เล่าถึงการทำหน้าที่ของเธอก่อนจะเข้ามารับบทบาทเป็นกรรมการนานเข้าปีที่ 5 ในการประกวดรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน

การตัดสินผลงานใน Media Awards มีหลายมิติ ไม่ใช่แค่การประเมินเนื้อหาความถูกต้อง ความสวยงามของภาพหรือน้ำเสียงของบทความเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมองผ่านเลนส์ของสิทธิมนุษยชนที่ต้องคอยพิจารณาว่า ข่าวหรือประเด็นนั้นให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนอย่างไร ฐิติรัตน์ยืนยันว่าการมีมุมมองเรื่องHuman Rights Lens ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเครื่องมือหรูหรา แต่เป็นวิธีคิดที่ฝังลึกอยู่ในทุกมิติของชีวิต ซ่อนตัวอยู่ในข่าว ทุกประเด็น แม้ว่าเราจะไม่มองในแง่นั้นเสมอไป แต่ทุกเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ ล้วนมีแง่มุมของสิทธิมนุษยชนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น

ระหว่างคุยกันเธอยังคงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า คนทำงานข่าวส่วนใหญ่ตระหนักถึงความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลต่อสังคมโดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแฝงอยู่ในข่าวสารที่ถูกเล่าในทุกๆ วัน และยังเชื่อว่าคนทำงานสื่อหลายคนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Human Rights Lens’ ฝังอยู่ในสายตาของพวกเขา เพียงแค่บางครั้ง อาจจะต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสมตามกลุ่มผู้ชมและบริบทของแต่ละเรื่องราว แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การเล่าเรื่องผ่านมุมมองสิทธิมนุษยชนก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนความลึกซึ้งและความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ร่วมกัน

“หากคุณมีเรื่องราวใดที่คุณรู้สึกภาคภูมิใจ ผลงานใดที่คุณทุ่มเทลงแรงไป อยากให้เรามองเห็นและเข้าใจ ก็ส่งมาให้เราเถอะ เราอยากเห็นทุกแง่มุมของเรื่องราวที่คุณอยากบอกเล่าในฐานะนักข่าว และเรายืนยันว่าไม่ใช่แค่ผลงานที่ได้รับรางวัลเท่านั้นที่มีคุณค่า แต่เป็นทุกชิ้นงานที่ถูกส่งเข้ามา นั่นคือสิ่งที่สะท้อนภาพของสังคมปัจจุบัน และบอกเล่าถึงความพยายามของผู้สื่อข่าวที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเปิดเผยความจริงและสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน”

ฐิติรัตน์ บอกอีกว่าการทำงานข่าวที่ใส่ใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แท้จริงคือการขยายมุมมอง ทำให้คนทั่วไปได้เห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เรื่องนี้ล้วนเกี่ยวพันกับทุกมิติของชีวิต และด้วยเลนส์นี้ที่พูดไป เธอเชื่อว่าจะทำให้นักข่าวสามารถเจาะลึกประเด็นต่างๆ ได้มากขึ้น เพราะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานข่าวมีความหมาย และยังเป็นประโยชน์กับผู้สื่อข่าวในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจประเด็นซับซ้อนต่างๆ

สำหรับเธอในฐานะหนึ่งในกรรมการ Media Awards จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนส่งผลงานเข้ามาประกวด เพราะในฐานะกรรมการที่ได้รับชมผลงานเหล่านั้นนอกจากต้องดูผลงานอย่างละเอียดแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนด้วยทุกครั้ง หลายๆ ที่ผ่านมาพบว่าหลายผลงานนอกจากสร้างความประทับใจพร้อมความคิดสร้างสรรค์ ยังมีมุมมองที่ลึกซึ้งในแต่ละชิ้นงานอีกด้วย ในฐานะที่เธอเป็นกรรมการจึงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอประเด็นใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน จึงอยากจะให้รางวัลนี้เป็นกำลังใจและสร้างการยอมรับสำหรับคนทำงานข่าว เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน

เสียงที่ถูกลืม: กรณีเด็กขายนมเปรี้ยว

ตัวอย่างที่ชัดเจนของการมองผ่านเลนส์ด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Lens) คือเรื่องราวของเด็กที่ขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกไฟแดง ที่ไม่เคยได้รับการนำเสนออย่างแพร่หลายในสื่อหลัก ฐิติรัตน์เล่าให้ฟังว่าข่าวนี้สะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน บริษัทผู้ผลิตใช้กลยุทธ์การตลาดที่กระตุ้นความเห็นใจ แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นการใช้ประโยชน์จากความยากลำบากของเด็กๆ ที่ต้องทำงานบนท้องถนน

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กที่ต้องออกไปขายของเพื่อช่วยครอบครัว แต่เป็นเรื่องหนึ่งของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมสังคมเมืองใหญ่ ความดิ้นรนที่ถูกแสดงออกผ่านรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ยืนอยู่กลางแสงแดดร้อนจัดเหล่านั้น คือสิ่งที่สื่อจำเป็นต้องเปิดเผยให้มากขึ้น เพราะการใช้ Human Rights Lens ในการมองเรื่องราวเหล่านี้คือการทำให้เห็นว่ามีบริบทที่ใหญ่กว่าที่ตาเห็น อาจไม่ใช่แค่เด็กขายของ แต่มีมากกว่านั้นคือการเอาตัวรอดของคนในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ให้โอกาสเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขุดลึกไปในโครงสร้างของปัญหา

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนหากเรารายงานเพียงแค่ว่ามีเด็กขายนมเปรี้ยวตามสี่แยก ก็จะเป็นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงทั่วไปเท่านั้น แต่หากเราใช้ Human Rights Lens ในการทำข่าว เราต้องมองให้ลึกลงไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของเด็กเหล่านี้ ต้องมาตั้งคำถามว่าการที่เด็กต้องมายืนขายของท่ามกลางการจราจรเช่นนี้เกิดจากสาเหตุอะไร ส่งผลต่อความปลอดภัย สุขภาพ การศึกษา และอนาคตของพวกเขาอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวันนักข่าวต้องเผชิญกับความท้าทายในการผลิตข่าวหลายชิ้นให้ทันต่อเหตุการณ์ บ่อยครั้งทำให้พวกเขาอาจไม่มีโอกาสเจาะลึกในประเด็นที่ต้องใช้เวลา เช่น สิทธิมนุษยชน หรือเรื่องโครงสร้างทางสังคมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประเด็นข่าว ฐิติรัตน์มองว่าความสนใจของสังคมนั้นก็มีส่วนในการกำหนดประเด็นที่นักข่าวจะเลือกเจาะลึก เช่น เรื่องคอร์รัปชัน การเมือง หรือประเด็นเศรษฐกิจ ที่อาจยังได้รับความสนใจมากกว่า

แต่การใช้ Human Rights Lens สำหรับฐิติรัตน์ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำข่าว ไม่ว่าจะในเรื่องเล็กๆ อย่างเด็กขายนมเปรี้ยวตามสี่แยก ที่ยกตัวอย่างไปก่อนหน้า หรือเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจการเมือง เพราะปลายทางของปัญหาเหล่านั้นก็กระทบต่อสิทธิของผู้คนเช่นกัน การรายงานข่าวที่ตั้งคำถามกับสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง จะทำให้เราทุกคนได้เห็นถึงมิติที่ลึกซึ้งและสะท้อนความเป็นจริงในสังคมมากยิ่งขึ้น

Media Awards พื้นที่ที่ให้เสียงของผู้ถูกลืมได้เดินทางไปหาคนที่รับฟังอีกครั้ง

งานประกวด Media Awards ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้เห็นภาพรวมของข่าวที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ยังทำให้เราได้เห็นการพัฒนาของวงการสื่อในหลายปีที่ผ่านมา “เมื่อเรานั่งดูผลงานทุกปี เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าแต่ละปีมีแนวโน้มของประเด็นข่าวที่ได้รับความสนใจแตกต่างกันออกไป เช่น บางปีตัวละครในการชุมนุมทางการเมืองหรือการเรียกร้องสิทธิมาแรงมาก ปีถัดๆ มาก็เริ่มขยับไปเจาะถึงความไม่เป็นธรรมทางกฎหมายที่ผู้ปกป้องสิทธิต้องพบเจอ แล้วก็ขยับขยายไปประเด็นที่จุดประการการต่อสู่เหล่านั้น เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม อย่างเข้มข้นขึั้น” ฐิติรัตน์เล่าให้ฟังถึงการสังเกตแนวโน้มของประเด็นข่าวที่สื่อมวลชนสนใจส่งเข้าประกวดในแต่ละปี

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวบางข่าวที่ไม่เคยถูกพูดถึงในสื่อหลัก มีการทำงานของสื่อท้องถิ่นที่มีคุณภาพที่ถูกอ่านถูกแชรืในกลุ่มเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย แต่กลับมีพลังในการเล่าเรื่องอย่างมหาศาล เรื่องนี้ฐิติรัตน์กล่าวพร้อมกับยกตัวอย่างถึงข่าวในหัวข้อที่สื่อถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงว่า การที่ข่าวจากสื่อท้องถิ่นหรือสื่อนอกกระแสถูกส่งเข้ามาประกวดในงาน Media Awards ทำให้เรื่องที่ถูกลืม เรื่องที่อยู่ไกล เรื่องที่ใครอาจจะไม่เคยคิดถึง ได้กลับมาอยู่ในสายตาของสาธารณชนอีกครั้ง ฐิติรัตน์เชื่อว่าเวทีนี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้สื่อขนาดเล็กได้แสดงความสามารถและได้รับการยอมรับในฐานะผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

Humanize ไม่ใช่ Dramatize: การนำเสนอความเป็นมนุษย์ในข่าวสิทธิมนุษยชน

“การนำเสนอความเป็นมนุษย์ (Humanize) ไม่ใช่การทำให้เป็นละคร (Dramatize) มันไม่ใช่การทำให้เรื่องราวดราม่าหรือน่าสงสาร แต่คือการทำให้คนดูเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในเรื่องราวนั้น การทำให้เห็นว่าผู้คนมีชีวิต มีความรู้สึก มีสุขและมีทุกข์ที่แท้จริง และการจะเล่าให้เห็นอารมณ์ไม่ได้แปลว่าจะต้องดราม่าเสมอไป หากนั่นคือส่ิงที่คนในข่าวเขารู้สึกจริงๆ “ ฐิติรัตน์อธิบายถึงความชื่นชมต่อแนวทางการนำเสนอข่าวที่เน้นความเป็นมนุษย์มากกว่าการปรุงแต่งสีสันทางอารมณ์ให้กับเรื่องราว

หนึ่งในตัวอย่างของการ Humanize ที่น่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งสำหรับฐิติรัตน์ในฐานะกรรม Media Awards คือเรื่องราวของเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำคลิปวิดีโอสะท้อนถึงการเล่นดนตรีของพวกเขาภายใต้กฎเกณฑ์ทางศาสนาที่เข้มงวด โดยเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้รับชมได้เห็นเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรมที่มักไม่ถูกพูดถึงในสื่อใหญ่ แถมยังอยู่ในบริบทที่เจอแรงเสียดทานของสิทธิทางศาสนาที่แง่มุมในเชิง collective กำหนดลักษณะเฉพาะของชุมชนอีกทีด้วย เพราะบางทีคนอาจคิดว่าเรื่องสิทธิมักจะต้องเป็นสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่งานนี้ทำให้เห็นว่าสิทธิในการแสดงออกทางศิลปะและวัฒนธรรมมีความสำคัญเพียงใดในชีวิตของคนรุ่นใหม่

เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมกับผลงานชิ้นนี้พร้อมขยายความให้ฟังอีกว่า คลิปเกี่ยวกับการเล่นดนตรีของเยาวชนในภาคใต้ที่เคยส่งเข้าประกวดในงาน Media Award ถ่ายทอดอย่าง Humanized ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่หลากหลาย ในงานได้เผยอีกมุมมองให้สังคมเห็นเยาวชนอีกกลุ่มที่อาจไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวันของคนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่ เรียกว่าเป็นเนื้อหาในการทำข่าวสิทธิมนุษยชนที่ผู้ผลิตกล้าคิด กล้าทำ กล้าเล่าผ่านองค์ประกอบต่างๆ มานำเสนอผ่านบริบททางวัฒนธรรม

“การที่เราเห็นภาพเคลื่อนไหวของเยาวชนในภาคใต้ที่เล่นดนตรี ทำให้ประเด็นสิทธิทางวัฒนธรรมนี้ชัดเจนขึ้น มันเปิดโลกใหม่ๆ ให้เราเห็น เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยนึกภาพออกเลยว่า เด็กๆ ที่นี่จะมีความสุขกับดนตรีในแบบที่พวกเขาเองสร้างขึ้นได้เช่นเดียวกับเด็กๆ ในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ และนั่นเองคือพลังของการ Humanized ข่าว”

ระหว่างพูดคุยกับอาจารย์ฐิติรัตน์ มีอีกมุมมองที่เธอสะท้อนผ่านการใช้เลนส์ของสื่อเรื่องเรื่องสิทธิมนุษยชนอีกว่า เมื่อสื่อทำให้ผู้ชมได้เห็นใบหน้าผู้คน ได้ยินเสียง และเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา การมองเห็น (Visibility) เช่นนี้จะทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์มากขึ้น หรือที่ทุกวันนี้คนมักใช้คำว่าการมีความเห็นอกเห็นใจกัน หรือ Empathy การเห็นชีวิตของคนอื่นในมุมหรือบริบทที่ผู้คนมักไม่ค่อยจะได้เห็นผ่านการเล่าเรื่องในคลิปวิดีโอออนไลน์ เชื่อว่าจะทำให้เรารับรู้และเข้าใจชีวิตของพวกเขามากขึ้น

ฐิติรัตน์เล่าอีกว่า การที่ภาพเหล่านั้นได้ปรากฏในสื่อจะช่วยให้ผู้คนที่อยู่ในโลกที่ต่างกันรู้จักกันมากขึ้น เมื่อคนมีโอกาสได้มองเห็นคนในชุมชนอื่น ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ได้ในสื่อ เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การเข้าใจซึ่งกันและกันได้ ส่วนการสวมบทบาทในฐานะกรรมการของ Media Award สำหรับฐิติรัตน์คิดว่าความท้าทายในการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในรูปแบบคลิปวิดีโอ เธอบอกว่าถ้าพูดถึงการผลิตเนื้อหาในด้านนี้ ความท้าทายแรกเลยคงจะเป็นเรื่องของความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่าใกล้ตัวเท่าไหร่ คนทำสื่อต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เพราะบางส่วนของแนวคิดสิทธิมนุษยชนีความเป็นนามธรรม ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน รวมไปถึงไม่ได้คุ้นเคยหรืออยู่ในเนื้อหาที่เราศึกษากันอย่างลึกซึ้งตั้งแต่เด็กเช่นเดียวกับแนวคิดอื่นๆ คนทำสื่อต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีถ่ายทอดให้ผู้ชมที่ยังไม่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้าใจได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคหรือภาษาที่ซับซ้อน สำหรับเธอนี่ถือเป็นด่านแรกที่คนทำสื่อจำเป็นต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะเชื่อมกับเรื่อง Human Rights Lens ที่พูดคุยกันไปก่อนหน้านี้

“การใช้ Human Rights Lens นั้นเป็นเรื่องสำคัญในการทำข่าว โดยเฉพาะในด้านสิทธิมนุษยชน เราเรียกว่าการทำให้ประเด็น ‘Humanized’ ซึ่งหมายถึงการทำให้เห็นใบหน้าของคนที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน การเห็นคน การได้ยินเสียง การเห็นอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาผ่านภาพและเสียง มันช่วยให้ข่าวเข้าถึงคนได้มากขึ้น มันไม่ใช่แค่การรายงานข้อเท็จจริงแห้งๆ แต่เป็นการทำให้คนเห็นว่าประเด็นเหล่านี้มีผลกระทบต่อชีวิตคนจริงๆ อย่างไร”

สำหรับความท้าทายต่อมาคือเรื่องของจริยธรรมในการทำข่าว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มักเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของคนบางกลุ่ม และมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง ซึ่งบางครั้งคู่กรณีอาจเป็นรัฐหรือองค์กรที่มีอำนาจ ฐิติรัตน์มองว่าเรื่องนี้ทำให้การทำข่าวตรงไปตรงมาไม่ใช่เรื่องง่าย นักข่าวและสื่อต้องหาทางเล่าเรื่องให้ครบรอบด้าน โดยไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายหรือถูกฟ้องร้องง่ายจนเกินไปนัก  สื่อมวลชนหลายคนต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น การฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้นักข่าวไม่สามารถทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา หรืออาจจะทำให้สื่ออื่นๆ ไม่กล้าเจาะลึกประเด็นให้ไปถึงต้นตอ

นอกจากนี้ความกดดันจากสื่อโซเชียลมีเดียและเรตติ้ง ทำให้การทำข่าวเชิงลึกหรือการรายงานข่าวที่ซับซ้อนมีความยากลำบากมากขึ้น ฐิติรัตน์มองว่านี่คือแรงกดดันที่มาจากตัวโมเดลธุรกิจสื่อในทุกวันนี้ ยังนับรวมไปอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มที่เอื้อให้เกิดปรากฏการณ์ทัวร์ลงได้ง่ายเป็นพิเศษ ที่ทำให้นักข่าวต้องพยายามอย่างมากที่จะถ่วงดุลมุมมองต่างๆ เหล่านี้ เพื่อทำให้การนำเสนอข้อมูลเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรมที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่ฐิติรัตน์อยากฝากถึงก็คือ ทุกวันนี้ดูเหมือนผู้คนจะชอบ ‘เลือกทีม’ เวลาเสพข่าวที่มีความขัดแย้ง จึงกลายเป็นเรื่องที่มีแต่การแบ่งขั้ว ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับเธอ คนเราก็ไม่ใช่ว่าจะผิดถูกกันแบบขาวดำไปหมด การที่สื่อจะช่วยให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวอย่างครบถ้วนได้มากขึ้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องบีบให้พวกเขาต้องเลือกข้าง แต่ต้องทำให้เห็นถึงปัญหาในทุกมุมมอง ว่าเรื่องนี้กระทบสิทธิของใครบ้าง และสังคมควรตั้งคำถามกับอะไร แล้วถ้าพูดถึงการทำสื่อที่ไม่อคติหรือ Bias เกินไป

เธอแนะนำว่าอย่างแรกคือต้องมีความหลากหลายของข้อมูล สื่อควรนำเสนอจากหลายมุมมอง แม้บางครั้งจะมีจุดยืนที่ชัดเจน เช่น เป็นสื่อที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องพยายามนำเสนอข้อมูลจากทุกด้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมที่อาจไม่เห็นด้วย หรือไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ได้เปิดใจและรับฟัง

ตัวอย่างคลิปวิดีโอข่าวออนไลน์ที่เธอหยิบยกขึ้นมาอีกเรื่อง คือเรื่องเกี่ยวกับช้างในจันทบุรี ที่ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลในงาน Media Awards ปีล่าสุด ในฐานะกรรมการเธอรู้สึกหนักหน่วง เพราะเห็นความทุกข์ของชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาช้างบุกรุกที่ดินทำกิน สำหรับเธอนี่คือการนำเสนอที่ทำให้เห็นใบหน้าคนและชะตากรรมที่พวกเขาเผชิญจริงๆ ทำให้เห็นว่าพวกเขาพยายามแก้ปัญหาแต่ก็ไม่สามารถจัดการได้ แต่ถ้าตั้งใจดูจนจบจะพบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เล่าว่าชาวบ้านเดือดร้อนอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังลงลึกไปถึงปัญหาอื่นที่ซ่อนอยู่ เช่น การจัดสรรที่ดินและการบริหารจัดการอำนาจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่

“เราคิดว่าการนำเสนอแบบนี้ทำให้ผู้ชมเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจนและเข้าใจว่ามันไม่ได้จบแค่ความรู้สึกเสียใจ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาโครงสร้างที่ลึกซึ้ง นี่แหละคือสิ่งที่เราคิดว่าสื่อควรทำในการรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านคลิปวิดีโอ”

“เด็กเลวในสังคมที่แสนดี” ผลงานที่ย้ำเตือนความสำคัญของการสร้างความเห็นอกเห็นใจกัน

อีกหนึ่งในผลงานที่อาจารย์ ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ชื่นชมและถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ Human Rights Lens ในการเล่าเรื่อง คือ “เด็กเลวในสังคมที่แสนดี” ผลงานจาก ไทยรัฐพลัส ที่นำเสนอเรื่องราวของบุ้งและหยก สองนักเคลื่อนไหวเยาวชนในคดี 112 และป้ามล ทิชา ณ นคร หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดเรียกร้องความยุติธรรมทางสิทธิมนุษยชน ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าถึงหัวใจของผู้ชม

เธอชื่นชมความสามารถของทีมผู้สร้างในการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมนุษย์ แบบ Humanize ของนักเคลื่อนไหว ซึ่งเดิมที่อาจถูกสังคมบางส่วนมองด้วยสายตาแข็งกร้าวหรือไม่เป็นมิตร แต่ผลงานนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอ “ความเป็นมนุษย์” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งภายนอก ที่แสดงถึงความอ่อนโยน ความเจ็บปวด และความพยายามที่พวกเขาแบกรับอยู่ในบริบทที่ซับซ้อนทางสังคมและการเมือง

“เราคิดว่าอันนี้คือการ Humanized ที่ทำให้คนเห็นด้านที่ลึกซึ้งของตัวละครอย่าง น้องบุ้ง น้องหยก หรือป้ามล ที่อาจเคยถูกฉายภาพแบบแบนๆ มาโดยตลอด แต่คลิปนี้ทำให้เห็นว่าพวกเขามี มีมุมที่อ่อนโยน มีความรู้สึกแบบคนธรรมดา  และทำให้คนที่ไม่เคยสนใจหรือมีอคติกับประเด็นนี้กลับมามองใหม่”  ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล

สำหรับผลงานนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้วิดีโอเป็นสื่อในการ “เชื่อมต่อ” ระหว่างกลุ่มผู้ชมที่อาจมีมุมมองแตกต่างกัน สื่อสารผ่านการสัมภาษณ์ที่เข้าถึงหัวใจของเรื่องราว โดยไม่จำเป็นต้องประนีประนอมในเชิงเนื้อหา เลือกนำเสนอด้วยท่าทีที่นุ่มนวล อ่อนโยน แต่ยังเล่าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้คลิปนี้ไม่เพียงแค่ได้รับความสนใจจากผู้ชมกลุ่มเดิม แต่ยังเปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ชมใหม่ที่อาจไม่เคยสนใจหรือปิดใจกับประเด็นนี้มาก่อนด้วย

นอกจากนี้ เรื่องราวที่ถูกเล่าผ่าน ไทยรัฐพลัส ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในวงการสื่อได้เห็นว่าการนำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชนไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ผลงานที่เน้นการสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ สามารถเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายกลุ่มกว่าเดิมแม้ในประเด็นที่อ่อนไหวหรือเป็นที่ถกเถียง โดยการเล่าเรื่องของ “เด็กเลวในสังคมที่แสนดี” จึงเป็นตัวอย่างที่ยืนยันว่าการทำงานสื่อเชิงสิทธิมนุษยชนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมได้ แม้ในประเด็นที่ถูกมองว่ายากหรือเสี่ยงจะถูกกระแสตีกลับด้านลบที่รุนแรง ผลงานนี้อาจเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้มองเห็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตผลงานทุกคนในการส่งเรื่องราวที่สะท้อนคุณค่าเหล่านี้ส่งเข้าประกวดในงาน Media Awards ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

อีกผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจ “ให้เราเอาบาปไปคุยกับพระเจ้าเอง”

ในฐานะกรรมการที่มีโอกาสดูผลงานมากมาย ฐิติรัตน์ยังคงจดจำคลิปที่เธอประทับใจได้อย่างชัดเจน หนึ่งในผลงานที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดคือคลิป ”ให้เราเอาบาปไปคุยกับพระเจ้าเอง” ของ สำนักข่าวออนไลน์ The Matter สำหรับเธอมองว่าเป็นการสัมภาษณ์ผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เป็นผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและอ่อนไหวมาก คลิปนี้ทำให้เธอเห็นความกล้าหาญของทั้งสื่อที่ต้องต่อสู้กับกระแสสังคม และผู้ให้สัมภาษณ์ที่ต้องต่อสู้กับความเชื่อของตัวเอง ทำให้เห็นถึงชั้นเชิงของสื่อในการตั้งคำถาม และเรียบเรียงคำตอบจนออกมาเป็นผลงานที่สร้างพลังให้กับ เสียงที่เคยถูกกดทับมานาน

สำหรับฐิติรัตน์ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้แค่เป็นการเล่าเรื่องธรรมดา แต่เป็นการเปิดประเด็นที่กล้าหาญและสร้างสรรค์ และมีส่วนในการผลักดันให้สังคมเปิดกว้างและเห็นถึงความเป็นมนุษย์ของทุกคน เธอเชื่อว่าคลิปนี้ทำหน้าที่ในการทำให้เสียงของคนที่ไม่เคยถูกฟังดังขึ้นอย่างแท้จริง เธอยกให้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจอย่างมากและสร้างความประทับใจให้คณะกรรมการ Media Awards เพราะเพียงแค่เห็นหัวข้อ “ให้เราเอาบาปไปคุยกับพระเจ้าเอง” สำหรับเธอก็เป็นการสร้างสรรค์ที่กล้าคิดและกล้าทำจนทำให้ได้รับการแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง จนเกิดเป็นบทสนทนาใหม่ในสังคมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางความเชื่อและการตีตราจากสังคม

ประโยคที่โดดเด่นอย่าง “เราเชื่อว่าบาปมันเป็นเรื่องระหว่างเรากับพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาตัดสิน” เป็นประโยคที่บาดลึกและสร้างการถกเถียงในวงกว้างในตอนนั้นสำหรับเธอ

“ในช่วงเวลาที่ผลงานนี้ถูกเผยแพร่ คำถามที่เกิดขึ้นในใจของคนจำนวนมากคือ ผลกระทบในข่าวที่ทั้งสามคนจะต้องเผชิญ พวกเขาถูกดูถูก ถูกกลั่นแกล้งไปจนถึงถูกเหยียดหยามมาแล้วหลายครั้งก่อนจะมาเล่าเรื่องราวในคลิปนี้ การเปิดเผยตัวตนและความเชื่อส่วนตัวจึงเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญมาก และมันก็ทำให้คณะกรรมการ Media Awards ต้องกลับมาทบทวนเรื่องผลกระทบของการให้รางวัลนี้อย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ”

ขณะที่คำถามสำคัญถูกตั้งขึ้นคือการให้รางวัลจะเป็นการส่งเสริมหรือเพิ่มแรงกดดันให้กับคนในข่าว สำหรับฐิติรัตน์เธอมองว่าการให้รางวัลไม่ใช่เพียงการให้การยอมรับ แต่เป็นการส่งสัญญาณยอมรับถึงความกล้าหาญและความสำคัญของการเปิดบทสนทนานี้ขึ้นมาในสังคมที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเด็นเช่นนี้ ซึ่งในวันประกาศรางวัลปีนั้น เธอเล่าว่าคณะกรรมการได้มีโอกาสพบกับทั้งสามคน ทุกคนผ่านความท้าทายและการต่อต้านจากสังคม การที่พวกเขากล้าเปิดเผยตัวตนและเสียงของพวกเขาผ่านสื่อ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขายืนหยัด สะท้อนให้เห็นว่าคลิปนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้เห็นและฟังเสียงที่ไม่ค่อยมีใครรับฟังในสังคมไทย

ฝากถึงกองบรรณาธิการ “มีเพชรในมือ อย่าปล่อยให้มันถูกบดบังด้วยตัวชี้วัดด้านเดียวอย่างเรตติ้ง”

“เราเข้าใจว่ายุคนี้ทุกอย่างต้องพึ่งพาเรตติ้งและยอดวิว แต่เรื่องราวที่สำคัญ แม้มันจะยังไม่ถูกพูดต่อๆ กันไปในวันนี้ มันก็ยังมีคุณค่าให้เล่าและรายงานอยู่ดี  ความสำคัญของข่าวอยู่ที่เนื้อหาและความจริงที่มันสะท้อน การมีเนื้อหาให้คนสามารถเข้าถึงได้ (availability)และการที่คุณเปิดโอกาสให้นักข่าวของคุณลงลึกกับประเด็นเหล่านี้จะเป็นการลงทุนที่ยั่งยืนกับความหลากหลายของเนื้อหา”

ฐิติรัตน์เน้นว่าการทำงานประเด็นสิทธิมนุษยชน อาจไม่ได้เรียกความสนใจจากมวลชนในทันที แต่คือการทำงานที่มีคุณค่าทางสังคมและสร้างผลกระทบระยะยาว ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับสำนักข่าวด้วยเช่นกัน“หากคุณมีนักข่าวที่มีศักยภาพ อย่าปล่อยให้แรงกดดันของตัวชี้วัดเพียงด้านเดียวอย่างเรตติ้งบดบังความสามารถและความตั้งใจของพวกเขา สื่อที่มีคุณภาพไม่ได้วัดด้วยจำนวนยอดวิวเพียงอย่างเดียว แต่วัดด้วยผลกระทบที่มันสร้างให้กับสังคม”

การให้รางวัลในครั้งนี้จึงเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้กับประเด็นที่มีความหมาย

แม้ว่าอาจจะไม่ได้ดึงดูดเรตติ้งสูงๆ โดยเธอเปรียบเทียบว่าเหมือนกับหนังดีๆ ที่อาจไม่ได้ทำเงินมากมาย แต่ต้องมีคนบอกว่านี่คือหนังที่ยอดเยี่ยมก่อน สังคมจึงจะเริ่มสนใจให้คุณค่า แล้วค่อยๆ สร้างพื้นที่และตัวตนขึ้นมา เปิดทางให้กับงานดีๆ ชิ้นอื่นๆ  การประทับตรายอมรับคุณค่าของงานข่าวไม่ได้วัดที่ความนิยมในตลาด แต่คือการรับรองว่างานนั้นมีความหมาย และสมควรได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง

ในแง่นี้ Media Awards จึงขอ เป็นเวทีที่ยืนยันถึงคุณค่าของข่าวที่มีคุณภาพ และส่งเสริมให้สื่อมวลชนสามารถเล่าเรื่องราวที่สำคัญ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้รับความนิยมจากตลาด ณ เวลานั้นก็ตาม

ในโลกของการสื่อสารและสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน การเล่าเรื่องที่ลึกซึ้งและซับซ้อนเช่นนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อให้เสียงของคนที่ไม่เคยถูกฟังได้ถูกยิน แต่ยังเป็นการเปิดบทสนทนาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้าในแง่ของสิทธิมนุษยชน

ฐิติรัตน์ทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า สื่อมวลชนจะยังคงยืนหยัดในการทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างกล้าหาญและมีจิตสำนึกในสิทธิมนุษยชนที่ฝังลึกอยู่ในทุกแง่มุมของการนำเสนอข่าว “สุดท้ายแล้วสื่อคือกระจกที่สะท้อนความจริงของสังคม และเราหวังว่าสื่อจะยังคงเป็นแสงสว่างที่ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเชิญสื่อมวลชนส่งผลงานเข้าประกวด “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ประจำปี 2567 (Media Awards 2024) ซึ่งมุ่งมั่นทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน จึงจัดประกวด “รางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน” ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับสื่อมวลชนที่ทำงานด้วยจิตสำนึกในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

การประกวดนี้มีเป้าหมายที่จะยกย่องสื่อมวลชนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในสังคม ไม่เพียงแต่เป็นผู้รายงานข่าว แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบ่มเพาะความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชน ช่วยให้เกิดความตระหนักรู้และการเคารพซึ่งกันและกันในสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านมุมมองและการนำเสนอที่คำนึงถึงความเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนในทุกประเด็นสิทธิ

Media Awards 2024 มุ่งเน้นที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้กับสื่อมวลชนที่ไม่เพียงทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง แต่ยังกล้าหาญในการหยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชนออกมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างรอบด้าน เพื่อให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ์ และการมีส่วนร่วมในการสร้างความยุติธรรมในทุกมิติของชีวิต ขอเชิญชวนสื่อมวลชนทุกท่านร่วมส่งผลงานที่คุณภาคภูมิใจเข้าประกวด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของสังคมไทย และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านพลังของการเล่าเรื่อง เพื่อมาทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้