ในประวัติศาสตร์การทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทย ไม่เคยมีสักครั้งที่ผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ราวกับว่าชีวิตของคนคนหนึ่งที่ถูกพรากไปเป็นเพียงของไร้ค่า หาใช่สาระสำคัญในการคงอยู่ของรัฐ พวกเขาถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถูกหาว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามหรือเป็นพวกที่เห็นต่างจากรัฐ เป็นทนายโจร ที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ สร้างกรอบวาทกรรมต่างๆ นานา พยายามทำให้คนในสังคมเชื่อว่า การหายไปของคนคนหนึ่ง คือเรื่องปกติสามัญ สมควรแล้วที่จะถูกอุ้มหาย
แต่อย่าลืมว่าคนที่ถูกบังคับให้สูญหาย พวกเขาเองก็มีครอบครัว มีคนรัก มีญาติพี่น้องที่คอยห่วงใยไม่ต่างจากคนอื่นใดในสังคม การต้องหายตัวไปเพียงเพราะมีอุดมการณ์ขัดแย้งกับรัฐ ดูจะขัดกับหลักประชาธิปไตย ซึ่งทุกคนสามารถแสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรี แม้ว่าไทยจะลงนามในอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหาย ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2555 และพยายามผลักดันจนมี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ผ่านสภาและมีผลบังคับใช้ แต่กว่าจะถึงวันนี้ หลายครอบครัวต้องสูญเสียคนที่พวกเขารักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
จากรายงานประจำปี 2565 ของคณะทำงานระบุจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายทั้งสิ้น 76 กรณีอยู่ในลำดับที่ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ต่อจากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อันดับสูงลิ่วที่ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดความตระหนักในเรื่องนี้อยู่มากโข
ด้วยเหตุนี้เอง ‘เบิ้ล – นนทวัฒน์ นำเบญจพล’ ผู้กำกับภาพยนตร์จึงเลือกบันทึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในสังคม หลังจากลงพื้นที่เพื่อสำรวจวิถีคนชายขอบอย่างจริงจัง จนร้อยเรียงออกมาเป็นภาพยนตร์ ดอยบอย (DOI BOY) ตีแผ่ความจริงในสังคม ผ่าน 3 ตัวละคร ซึ่งมีพื้นเพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมี ศร (อัด-อวัช รัตนปิณฑะ) ชาวไทใหญ่ผู้หนีสงครามความขัดแย้งมายังประเทศไทย จิ (เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ) ผู้รักษากฎหมาย และวุธ (เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ) นักกิจกรรมที่พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเพื่อนซึ่งถูกบังคับให้สูญหาย แต่เพราะตัวบทกฎหมาย ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่กว่านนทวัฒน์จะตกผลึกความขมขื่นของสังคมได้ เขาต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีรวบรวมทุกอย่างผ่านเหตุการณ์จริง และความจริงทำให้เขาเห็นถึงความโหดร้ายของมนุษย์โดยมีรัฐ-ระบบราชการไทยเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
“เราเคยไปคุยกับทหารวัยรุ่นที่เขาอยู่ในค่ายของชาวไทใหญ่ ถามถึงความฝัน เขาก็บอกว่าไม่สามารถที่จะฝันได้ เพราะโตมาก็ต้องเป็นทหารอย่างเดียว สิ่งเดียวที่พอฝันได้คือการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เชียงใหม่ แต่การเข้ามาไทย มันต้องเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย แล้วต้องเป็น Big Decision หรือเรียกว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สร้างความหมายต่อชีวิตของเขา”

นนทวัฒน์เล่าถึงที่มาของจุดเริ่มต้นการสร้างภาพยนตร์ดอยบอย ระหว่างการเขียนบทเขาลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชาวไทใหญ่อีกหลายคนที่เชียงใหม่ กระทั่งเจอกับชายคนหนึ่ง ชายที่ราวกับโดนฟ้ากลั่นแกล้ง นอกจากจะไม่มีสิทธิคิดฝันได้แล้ว ไม่มีแม้แต่โอกาสจะเลือกทำในสิ่งที่รัก สิ่งเดียวที่ชายคนนี้คิดว่าจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และมีเงินเพียงพอจุนเจือตัวเอง คือ การขายเรือนร่างให้คนเสพสม
“ระหว่างนั้นมันมีเหตุการณ์การบังคับให้สูญหายที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเราพอสมควร เลยมีไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเกิดตัวละครที่เป็นไทใหญ่ เขาจะต้องมีลูกค้าคนหนึ่งที่เป็นคนที่ถูกสั่งให้ไปอุ้มหายใครสักคน แล้วเขาต้องใช้ตัวละครตัวนี้ในการช่วยอุ้มหายเนี่ยเรื่องราวมันจะเป็นยังไง”
ก่อนจะย้ำว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น แต่สามารถพบเห็นได้ทั่วโลก ในฐานะคนทำหนัง หากสามารถลดทอนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนผ่านการกำกับหนังได้สักเรื่องหนึ่ง คงเป็นการดีไม่น้อยเช่นกัน
จากการลงพื้นที่และศึกษากรณีการถูกบังคับสูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้เขามากที่สุดคือ เรื่องราวของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาติพันธุ์ ผู้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อผืนป่า และพิทักษ์สิทธิชน กลุ่มน้อยของประเทศไทย แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต ณ ด่านตรวจของทหารที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กับ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางสังคม ผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง จนต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน
“ตอนเรารีเสิร์ช เราพูดคุยกับกับญาติของคนเหล่านั้น คือเราโฟกัสไปที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสูญหายด้วย เราเลยเลือกที่จะคุยกับคนที่เค้ารัก คือคุยกับพี่เจน พี่สาวของวันเฉลิม คุยกับแม่ของสยาม (สยาม ธีรวุฒิ) แล้วก็คุยกับลูกชายของคุณสหายภูชนะ (ชัชชาญ บุปผาวัลย์)”
ส่วนชื่อดอยบอยมีที่มาจากไหน นนทวัฒน์อธิบายว่ามาจาก 2 เหตุผลด้วยกัน
หนึ่ง – ยึดโยงมาจากชาติพันธุ์ของคนไทใหญ่ อาศัยอยู่บนที่ราบสูงของประเทศไทย รวมถึงบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา
สอง – เขาบังเอิญรู้จักร้านบาร์โชว์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งใช้ชื่อว่าดอยบอยพอดิบพอดี และนั่นจึงเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้เขานำมาใช้เป็นชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้
เมื่อนำบริบทของ ดอยบอย มาเทียบเคียงกับความจริงในสังคม พบว่านาบสนิทใกล้ชิดความเป็นจริงที่ปรากฎในสังคมบางเรื่องได้ราวกับหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่กลับฉายภาพได้ชัดว่าในอดีต ประเทศไทยเคยกระทำการเลวร้ายต่อชีวิตมนุษย์ได้มากถึงเพียงนี้
เสรีภาพ ภราดรภาพ และความเสมอภาค
คือสิ่งที่เขาอยากให้สารเหล่านี้ส่งไปถึงคนรับชม อยากให้รู้ว่าหากยังเพิกเฉยต่อการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่แน่ว่าเรื่องเลวร้ายเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเราเป็นรายต่อไป
“ถ้ามนุษย์เราเคารพกันในความต่าง จะทําให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างอย่างมีความสุข การที่ทุกคนเคารพกันสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือเรียนรู้ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น แล้วช่วยกันแก้ไขและพัฒนาร่วมกันได้ มันไม่ใช่แค่ทางสังคม อย่างวงการหนังด้วยกันเอง ถ้าเกิดมีทั้งสามสิ่งนี้จะสามารถทําให้วงการหนังพัฒนาไปได้”
ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ผุดพรายเข้ามาในความคิดของผู้กำกับหนุ่ม เพราะตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทิศทางทางการเมืองของประเทศไทยหมุนเร็วเสียจนเขารู้สึกทึ่งไม่น้อย ทั้งการออกมาเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา ปรากฏการณ์การลุกฮือของประชาชนทำให้เขามีหวัง และความหวังนี่เองที่ผลักให้เขาทุ่มสุดตัวกับ หนังเรื่องดอยบอย
“หนังมักเป็นสื่อที่จะได้เปรียบสื่ออื่นๆ นิดนึงตรงที่ว่านำเสนอทั้งภาพและเสียง แล้วผ่านกระบวนการการเรียบเรียงที่ค่อนข้างที่จะเอ็นเตอร์เทน มันสามารถที่จะเสพประเด็นเหล่านั้นเข้าไปในส่วนประสาทได้ด้วยความเอ็นจอยในช่วงเวลาสองชั่วโมง มันมาหมดทั้งดูไปคิดไป มันก็จะเข้าไปในหัวได้ง่าย สื่อสารได้ง่ายครับ เป็นสื่อที่สื่อสารได้ง่ายมากกว่าสื่ออื่นๆ ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตเนี่ยจะสามารถจับประเด็นเหล่านั้นมาเล่าในเชิงสังคมวัฒนธรรมการเมืองยังไง อยู่ในธุรกิจภาพยนตร์ได้ขนาดไหน”
และอีกหนึ่งความหวังที่เขาหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย คือ อุตสาหกรรมหนังจะสามารถพูด ‘ความจริง’ ให้คนในสังคมรับรู้ได้อย่างเสรี โดยปราศจากการถูกครอบงำจากรัฐ
“ผมคิดว่าประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่ผู้ชมไทยทั้งผู้ผลิตและผู้ชมสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนกันมากขึ้น จริงๆ ประเทศไทยมันมีประเด็นเหล่านี้ให้ทําเยอะ แต่ที่ผ่านมาหนังอาจหยิบมาพูดถึงได้น้อย แต่พอมันถูกอยู่พูดถึง มันเลยมันเลยมีความแซ่บอยู่ในนั้น แล้วมันก็มันก็กลายเป็นความเอ็นเตอร์เทนโดยไม่ยาก”
เป็นอีกครั้งที่ภาพยนตร์ไทย นอกจากจะมอบความบันเทิงให้กับคนดูแล้ว ยังสามารถนำประเด็นหนักอึ้งอย่างสิทธิมนุษยชนมารังสรรค์เป็นสื่อบันเทิง ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งไปยังคนทั้งโลก เพราะไม่ง่ายที่จะชำแหละความฟอนเฟะของสังคมออกมาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง
เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี แอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงตั้งใจนำภาพยนตร์ ดอยบอย เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า การบังคับสูญหายนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
รับชม ดอยบอย พร้อมกันได้ในวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2567 ณ Paragon Cineplex โรง 8 ชั้น 5 สยามพารากอน กรุงเทพฯ
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแอมเนสตี้
บริจาคสนับสนุนแอมเนสตี้


