28 มกราคม 2552 คือวันที่หัวใจของพ่อที่ลูกถูกย่ำยีจากเจ้าหน้าที่รัฐ จนยอมสละทิ้งความกลัวเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ลูกชาย แม้จะรอคอยมานานถึง 15 ปีแล้วก็ตาม
“มนุษย์ทุกคนกลัวหมดแหละ แต่สำหรับผม ความกลัวมันอยู่กับผมมานานจนผมรู้สึกชินชาไปแล้ว ถ้ากลัว ความยุติธรรมก็จะไม่เกิดขึ้น”
‘สมศักดิ์ ชื่นจิตร’ หัวหน้าครอบครัวที่ประกอบอาชีพช่างซ่อมรถและขายอะไหล่รถ โดยหวังว่างานที่เขาทำจะทำให้ ‘ฤทธิรงค์’ ลูกชายวัย 18 ปี (อายุ ณ ขณะนั้น) ไปถึงฝั่งฝัน เขามั่นใจว่าโดยตลอดว่า ลูกชายคนนี้จะไม่มีวันไปข้องเกี่ยวกับคดีความร้ายแรง หรือกระทำอันใดให้ครอบครัวต้องเจ็บช้ำเป็นแน่
แต่เหตุการณ์ทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อวันหนึ่งขณะที่สมศักดิ์กำลังทำงาน คือช่วงเวลาเดียวกับที่ลูกชายของเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไปและทรมานให้รับสารภาพในคดีกระชากสร้อยทอง ฤทธิรงค์เป็นเพียงเด็กมัธยมปลายที่ถูกเหมารวมตีตราว่าเป็นโจร เพียงเพราะมีรูปลักษณ์ภายนอกละม้ายคล้ายกับผู้ก่อเหตุ
ฤทธิรงค์ไม่ได้ถูกเข้าใจผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น หากแต่ผู้เสียหายเองก็มองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเช่นกัน เธอยืนยันว่าฤทธิรงค์คือคนร้าย ทั้งหน้าตา ผิวที่คล้ำแดด และบุคลิก เมื่อทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน เธอจึงตีตราเด็กชายคนนี้ไปอีกหนึ่งคน ว่าเขานี่แหละคือคนร้ายในคดีวิ่งราวทรัพย์
- ความรุนแรงแรก – ฤทธิรงค์ถูกผู้เสียหายตบหน้า
- ความรุนแรงที่สอง – มือทั้งสองถูกจับไพล่ไปข้างหลัง ก่อนจะนำไปสอบสวนในห้องลับตาคน
- ความรุนแรงที่สาม – ตำรวจนำถุงขยะสีดำมาครอบหัวฤทธิรงค์ พร้อมทั้งทุบตีอย่างหนัก
- ความรุนแรงที่สี่ – ฤทธิรงค์ถูกบีบคั้นทางใจอย่างรุนแรง ด้วยคำถามซ้ำ ๆ ว่า ‘มึงเอาทองไว้ที่ไหน’
15:00-19:00 น. คือช่วงเวลาที่ฤทธิรงค์ถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก เมื่อไม่อาจทนการทรมานได้อีกต่อไป เขาจึงใช้กลอุบายทุกอย่าง เพื่อให้ความเจ็บปวดยุติลง โดยการยอมรับว่าเขาคือคนร้ายตัวจริง แต่ทองที่กระชากมานั้นอยู่ที่ร้านขายของชำแห่งหนึ่ง จริงออกอุบายให้ตำรวจพาไปเอาทองที่ร้านนั้น เมื่อไปถึงเขาจึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้าน เพื่อให้ติดต่อกับผู้ปกครองของเขา
แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าทองอยู่ไหน และไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมตัวเองถึงโดนทำร้ายเช่นนี้ แต่เขาเชื่อว่าคำสารภาพในเรื่องที่เขาไม่ได้ก่อ อาจนำมาซึ่งเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่ได้อีกสักวินาทีก็เป็นได้ และเขาก็ได้รับมันมา หลังจากเจ้าของร้านขายของชำยืนกรานว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำนั้นไม่ถูกต้อง ก่อนจะโทรแจ้งพ่อของเขาให้มารับตัวกลับบ้าน
การต่อสู้ของพ่อ

หลังจากทราบเรื่องที่ลูกชายถูกกระทำมาทั้งหมด สมศักดิ์เดินหน้าเข้าแจ้งความทันที เขาไม่มีความรู้ หรืออำนาจใดคอยช่วย รู้เพียงแค่ว่าการจะทวงคืนความเป็นธรรมให้ลูกชายได้นั้น คงหนีไม่พ้นการเรียกร้องจากกระบวนการยุติธรรม
แต่ดูเหมือนความยุติธรรมค่อนข้างล่าช้า เวลาผ่านไปนานถึง 10 วันหลังเกิดเหตุ (6 กุมภาพันธ์ 2552) ร้อยเวรถึงยอมรับแจ้งความ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เพราะความเป็นธรรมที่ครอบครัวชื่นจิตรหวังจะได้รับ กลับถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แช่แข็งไว้นานถึง 6 ปี (2552-2558)
ระยะเวลาที่ลูกชายของเขาต่อสู้คดีจนถึงทุกวันนี้ สมศักดิ์บอกว่าลูกของเขาต้องเผชิญกับภาวะความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) ไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ จากเด็กชายที่ชื่นชอบเสียงดนตรี เคยเข้าแข่งการประกวดกีตาร์คลาสสิกระดับประเทศ เคยสอบติดคณะรัฐประศาสนศาสตร์ แต่ต้องลาออกเพราะไม่อาจรับมือกับสภาพจิตใจที่แปรปรวน หวาดระแวงทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว และถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชในท้ายที่สุด
“หลังจากที่เกิดเรื่อง ความทุกข์ก็เพิ่มขึ้น เพราะอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นว่าต้องไปขึ้นศาลเป็นว่าเล่น ทุกวันนี้เราขึ้นศาลจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เกิดเป็นภาระหนี้สิน และลูกชายก็ต้องกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช ผมไปถามหมอ หมอวินิจฉัยว่าลูกผมเป็นผู้ป่วยจิตเวช PTSD”
สมศักดิ์ไม่ได้นิ่งเฉย เขายังคงพยายามยื่นหนังสือร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐมากกว่า 50 แห่ง เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท จากครอบครัวไม่มีหนี้สิน ใช้ชีวิตอย่างสมถะ กลับต้องขายทรัพย์สินแทบทุกอย่าง เพื่อเยียวยาบาดแผลที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อลูกชาย
“ผมเดินเรื่องไปกว่า 50 หน่วยงานของรัฐ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ แต่ได้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จึงทำให้สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อไปต่อสู้คดีความได้ เป็นความไม่ยุติธรรมที่อยู่ในความยุติธรรม”
ไม่ใช่แค่เงินเท่านั้นที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่จิตใจที่เคยเเข้มแข็งก็สั่นคลอนไม่ต่างกัน
“สุขภาพใจมีความย่ำแย่ เนื่องจากความเครียดในเรื่องคดีที่ต้องคิดว่าจะหาเงินมาจากไหนเพื่อไปขึ้นศาล ต้องกู้หนี้นอกระบบ มันไม่มีความสุขหรอกชีวิตเรา เคยมีต้นทุนชีวิตอยู่น้อยนิดแบบไม่มีหนี้สินอะไร หามาได้ก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด พอเกิดเรื่องขึ้นผมก็ต้องไปทวงความยุติธรรมให้ลูก”
ความอยุติธรรม
ในปี 2558 ครอบครัวชื่นจิตรได้รับความช่วยเหลือจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและให้ความช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อการทรมาน โดยทีมทนายความของมูลนิธิฯ ตัดสินใจร่วมกับครอบครัวว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ และทำการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาและศาลแพ่งด้วยตัวเอง
ครอบครัวฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กว่าศาลปราจีนบุรีจะพิจารณาแล้วเสร็จ ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ปี 9 เดือน ผลปรากฎว่าทำให้ตำรวจ 2 นายที่มีส่วนร่วมในการทรมานมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เพราะไม่เคยมีประวัติเคยถูกลงโทษมาก่อน ศาลจึงให้รอลงอาญา 2 ปี เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำให้ฤทธิรงค์ต้องตกอยู่ในสภาวะ PTSD ไม่ต้องรับโทษทางอาญาแม้แต่คนเดียว
หลังจากฟังคำตัดสิน ครอบครัวได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งในวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ส่วนคดีแพ่ง ครอบครัวได้ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โดยเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พร้อมทั้งขอให้ลบทะเบียนประวัติอาชญากรของฤทธิรงค์ ออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร
คดีนี้ต้องต่อสู้ถึง 3 ศาล ใช้เวลารอคอยความยุติธรรมยาวนานถึง 5 ปี 1 เดือน ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายแก่ครอบครัวชื่นจิตร เป็นจำนวน 3.38 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2552 ถึง 10 เมษายน 2564 แล้วลดเหลือร้อยละ 5 ต่อปีจนกว่าจะจ่ายครบ
“ความยากลำบากคือการที่การทรมานมันเกิดขึ้นในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับบางคนอาจจะชนะคดี แต่สำหรับเคสที่ประชาชนต่อสู้หลายคดีแล้วสู้ต่อไม่ได้ หลายคนมักจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐฟ้องคดีกลับ ทำให้กว่าจะผ่านเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของภาครัฐได้ ต้องผ่านหลายขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก”
ครอบครัวชื่นจิตรเองก็เคยถูกตำรวจฟ้องกลับเช่นกัน โดยอ้างว่าฤทธิรงค์ฟ้องและเบิกความเท็จ ทำให้ต้องใช้เวลาต่อสู้นานถึง 6 ปีกว่าจะถึงชั้นฎีกา ท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง จากเดิมศาลชั้นต้นได้ตัดสินจำคุกฤทธิรงค์ 5 ปี และปรับ 1 แสนบาท เพราะไม่เช่นนั้น ฤทธิรงค์คงมีรายชื่อก่อความผิดฐานแจ้งความเท็จ คดีความที่ถูกนำมาบดบังความจริงที่ว่า เขาคือเหยื่อที่ถูกทรมาน
“ตอนที่ต่อสู้บ้านเมืองเรายังไม่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการอุ้มหายมาก่อน กว่าจะต่อสู้ดิ้นรนกันจนมีประกาศใช้กฎหมาย ก็ต้องใช้เวลานาน อีกทั้งยังมีความซับซ้อนอยู่มากกว่าที่จะสามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้”
ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ประจักษ์แด่ความเป็นมนุษย์

“สำหรับคนที่ถูกกระทำการทรมาน ถ้าหากได้เข้ามาอ่านบทความนี้ อยากให้มีความเข้าใจถึงสิทธิของตัวเองก่อน หลังจากนั้นจึงจะเริ่มพัฒนาในส่วนของกฎหมาย เพราะยังไงเราก็สามารถเอามาผนวกและใช้ควบคู่กันไปได้”
กว่าสมศักดิ์จะสามารถพูดในสิ่งที่คิดได้โดยไม่หวั่นเกรง เขายอมรับว่าตัวเอง ‘เคย’ กลัวและทรมานกับความเจ็บปวดที่ลูกชายถูกกระทำ แต่เพราะความเป็นพ่อ ทำให้เขายังคงสู้ เพราะอยากให้ครอบครัวเหยื่อที่ถูกทรมานกล้าเผชิญกับอำนาจรัฐ เพราะท้ายที่สุดแล้วคงไม่มีใครจะอยู่เคียงข้างคนในครอบครัวได้เท่าคนในบ้านของตัวเอง
“ทำไมผมถึงพูดได้ เพราะผมรู้สึกชาไปหมดแล้วกับความเจ็บปวด ผมอยู่กับมันมานานเกิน ในช่วงแรกผมไม่สามารถพูดได้เลย เพราะทุกครั้งที่พูดก็จะร้องไห้”
แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว แต่สมศักดิ์ยังคงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และหวังว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 จะทำให้ชีวิตของประชาชนคนไทย รอดพ้นจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งกว่าสมศักดิ์จะเข้าใจเรื่องสิทธิได้กระจ่างชัดถึงเพียงนี้ เขาเคยเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเข้าใจสิ่งเหล่านี้มาก่อนเช่นกัน
กระทั่งลูกชายถูกละเมิดสิทธิ ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้พ่ออย่างเขาที่เรียนจบเพียงชั้น ป.7 จากช่างซ่อมรถธรรมดา หันมาศึกษาตัวบทกฎหมายอย่างจริงจัง จึงได้เข้าใจถึงความร้ายแรงที่ลูกชายของเขารวมทั้งเหยื่อต้องเผชิญ
“ทุกวันนี้ผมรับช่วยเหลือมาหลายสิบเคสแล้ว เช่น เคสที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งความประชาชนโดยมิชอบ ผมก็พาร้องเรียนในที่ต่างๆ ผ่านการใช้ทุนของตัวเองในการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างกรณีที่คนหนึ่งถูกยัดยาเสพติดจำนวน 600 เม็ด และศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ไม่ได้รับการประกันตัวและต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ผมก็เข้าไปช่วยเขียนอุทธรณ์ ช่วยร่างเอกสารต่างๆ และเมื่อฎีกาหลุด ผมจึงฟ้องเขากลับ”
การต่อสู้ของพ่อเพื่อลูกชาย ทำให้ตระหนักถึงสถานการณ์ความยากลำบากของประชาชนคนธรรมดา ที่ต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ หากปราศจากความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย แน่นอนว่าย่อมทำให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิหลายคนเลือกที่จะยอมแพ้ ปล่อยให้เรื่องราวดังกล่าวจางหายไปท่ามกลางกระแสธารแห่งความอยุติธรรม
ครอบครัวของฤทธิรงค์จึงไม่ต่างจากเหยื่อที่ถูกต้อนให้จนมุมมาตั้งแต่แรก อาจเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายมองว่าฤทธิรงค์ถูกกระทำโดยเพื่อนร่วมอาชีพ จึงลดความกระตือรือร้นในการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนนำมาสู่กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นหลักปี และล่วงเลยมานานถึง 15 ปี
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของครอบครัวชื่นจิตรก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความยุติธรรมแบบไทยๆ กว่าจะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ต้องมีเงินสะสมทุนไม่น้อย โอกาสที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขก็ถูกแทรกด้วยการเดินทางขึ้นโรงขึ้นศาล แถมยังต้องพะวงกับผู้มีอำนาจว่าจะกลับมาทำร้ายพวกเขาอีกเมื่อไหร่ หากยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองประชาชนจากการถูกเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิอย่างจริงจัง


