มุมมองด้านสิทธิมนุษยชนต่อการใช้โทษประหารชีวิต
การลงโทษประหารชีวิตเป็นการปฏิเสธสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดสำหรับบุคคล นั่นคือ เป็นการละเมิด “สิทธิในการมีชีวิต” ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โทษประหารชีวิตเป็นการสังหารบุคคลโดยรัฐเป็นผู้ลงมืออย่างเลือดเย็นและมีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า และที่น่าหวาดหวั่นที่สุด คือ การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรูปแบบนี้ ถูกกระทำในนามของความยุติธรรม
แอมเนสตี้ อินเตอรเนชั่นแนล คัดค้านการใช้โทษประหารชีวิตในทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างถึง รูปแบบของอาชญากรรม บุคลิกลักษณะของผู้กระทำความผิด หรือ วิธีการที่รัฐใช้ในการประหารชีวิตนักโทษ
โทษประหารชีวิตกับการป้องปรามอาชญากรรม
งานวิจัยที่จัดทำขึ้นสำหรับสหประชาชาติในปี 2531 และ 2545 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างโทษประหารชีวิตกับอัตราการฆาตกรรม พบว่า การคงไว้ซึ่งอัตราโทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยยับยั้งอัตราการฆาตกรรมมากไปกว่าอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น ในความเป็นจริงการคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิตไม่สามารถยับยั้งหรือลดจำนวนการเกิดอาชญากรรมได้
นอกจากนี้ อัตราการเกิดอาชญากรรมในประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้วก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด อันที่จริง อัตราการฆาตกรรมกลับลดลงอย่างมาก เช่น ประเทศแคนาดาที่สถิติการฆาตกรรมในปัจจุบันลดลงถึงร้อยละ 40 เทียบกับสถิติตั้งแต่ปี 2518 หนึ่งปีก่อนการยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานฆาตกรรม
ผลกระทบต่อคนยากจนและผู้ไร้อำนาจต่อรอง
โทษประหารชีวิตมักถูกใช้กับกลุ่มบุคคลเฉพาะกลุ่มซึ่งเป็นผู้ไร้อำนาจต่อรองในสังคม คนยากจน คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามผู้คนที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล บุคคลเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สมบูรณ์ บางคนถูกซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพ หรือถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง
เมื่อเด็กๆกำลังเดินเข้าสู่แดนประหาร
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้ชัดเจนห้ามมิให้ศาลตัดสินโทษประหารชีวิตหรือประหารชีวิตบุคคลซึ่งในขณะกระทำความผิดนั้นๆ มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา มีประเทศต่างๆ 9 ประเทศที่ตัดสินประหารชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ได้แก่ จีน คองโก อิหร่าน ไนจีเรีย ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอเมริกา และเยเมน โดยสถิติการประหารชีวิตเด็กในสหรัฐอเมริกาและอิหร่านนั้นสูงกว่า 7 ประเทศที่เหลือรวมกัน
ผู้บริสุทธิ์หลายคนต้องตาย และอีกหลายคนกำลังรอความตาย
กระบวนการยุติธรรมที่ไม่สมบูรณ์นั้นหลายครั้งนำไปสู่การลงโทษผู้บริสุทธิ์ ผู้ต้องหาหลายคนถูกจำคุกยาวนานหลายปีโดยไม่ได้ทำความผิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงโทษด้วยการประหารชีวิตนั้นไม่สามารถย้อนกลับผลของการกระทำได้ เช่น เหตุการณ์ในไต้หวัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1997 มีการประหารชีวิต Chiang Kuo-ching พลทหารสังกัดกองทัพอากาศไต้หวันในความผิดฐานข่มขืนและฆาตกรรมเด็กหญิง ชายคนดังกล่าวรับสารภาพ แต่คำสารภาพในครั้งนั้นที่เกิดจากการซ้อมทรมานยาวนานถึง 37 ชั่วโมงโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคง แม้ต่อมาภายหลังมีการพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และในเดือนมกราคม 2554 ประธานาธิบดีไต้หวันได้กล่าวคำขอโทษต่อครอบครัวของเขาอย่างเป็นทางการ แต่คำขอโทษนั้นก็ไม่สามารถเรียกชีวิตของเขากลับคืนมาได้ คำถาม คือ เราจะยอมให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน?
เสียงจากประชาคมระหว่างประเทศ
เมื่อเริ่มจัดตั้งองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2488 มีเพียง 8 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดทางอาญาทุกประการ ในวันนี้ สมาชิกองค์การสหประชาชาติ 136 จาก 192 ประเทศได้ยกเลิกโทษประหารทั้งในทางกฎหมายหรือปฏิบัติแล้ว แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มภายในประชาคมระหว่างประเทศที่ส่งเสริมและเคารพในสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ล่าสุดในปี 2553 ที่ประชุมสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีมติสนับสนุนข้อห้ามการใช้โทษประหารชั่วคราวเป็นครั้งที่ 3 โดยมีประเทศสมาชิกลงคะแนนรับรอง 107 เสียง มีผู้คัดค้าน 38 เสียง และผู้ไม่ออกเสียง 36 เสียง สำหรับประเทศไทยนั้นเดิมเคยคัดค้านมติดังกล่าวมาโดยตลอดแต่ในครั้งนี้เปลี่ยนเป็นการงดออกเสียง
ตามแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2552-2556) ประเทศไทยได้ระบุว่าหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของแผน คือ การพิจารณากฎหมายที่มีอัตราโทษประหารชีวิตให้ยกเลิกเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตภายในปี 2556 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและภาคประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดต่อไป
วันต่อต้านโทษประหารชีวิตสากล
ในปี 2546 พันธมิตรต่อต้านโทษประหารชีวิตโลก (World Coalition Against the Death Penalty - WCADP) ได้กำหนดให้วันที่ 10 ตุลาคมเป็นวันต่อต้านโทษประหารชีวิตสากล โดยมีกิจกรรมรณรงค์พร้อมๆ กันกับสมาชิกกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
ในปี 2551 มีกิจกรรมเรียกร้องให้ยุติโทษประหารชีวิตในเอเชีย มีการจัดกิจกรรมกว่า 289 ครั้งในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ในปีนี้ การเคลื่อนไหวในเอเชียประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ผู้ต่อต้านโทษประหารชีวิตได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพ มีการส่งจดหมายประท้วงกว่า 20,000 ฉบับไปยังรัฐบาลประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น ปากีสถาน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม
ในประเทศไทย เมื่อปี 2553 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจัดกิจกรรมรวบรวมรายชื่อผู้ที่คัดค้านโทษประหารชีวิตและเดินรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคคลทั่วไปในกรุงเทพฯ

